
จังหวะซื้อหุ้น
โดย...บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต
โดย...บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต
ดัชนีลดลงทําจุดต่ำสุดที่ 1,478 จุด ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา... แม้กําไรไตรมาสแรกปี 2558 และเศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่มองการปรับลดลงของดัชนีเป็นโอกาส “ซื้อ”
เนื่องจากประการแรกการเร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณ หนุนการขยายตัวเศรษฐกิจในระยะถัดไป ประการที่สองความเสี่ยงดัชนีลดลงทางพื้นฐานต่ำกว่า 1,480 จุด ไม่มากแล้ว ประการที่สาม เสถียรภาพทางการเมืองไม่เปลี่ยนแปลง แม้ต้องทําประชามติ และประการที่สี่ อัตราดอกเบี้ยต่ำและสภาพคล่องในประเทศยังสูง
ทั้งนี้ ชอบกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลดีจากการลงทุนภาครัฐและผลการดําเนินงานเติบโตสูง ซึ่งเป็นหุ้นหลักพอร์ต ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS) บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) และบริษัท โตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น (TTCL)
เศรษฐกิจและกําไรไตรมาสแรกปี 2558 ที่อ่อนแอ ส่งผลให้ดัชนีฟื้นตัวช้ากว่าคาดโดยตลาดหุ้นฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากประการแรกผลการดําเนินงานไตรมาสแรกปี 2558 ของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีรายได้อิงกับการบริโภคภายในประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่เร่งตัวขึ้นในระบบธนาคารพาณิชย์ด้วย เศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้โดยตัวเลขอัตราเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสแรกปี 2558 เติบโต 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะเติบโต 3.3%
การ “ปรับพอร์ต” ของนักลงทุนต่างชาติ หลังค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากการปรับลดดอกเบี้ยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลง 0.25% เหลือ 1.50% เมื่อวันที่ 29 เม.ย. และนักลงทุนอยู่ในสถานะหยุดความเสี่ยงจากความกังวลต่อปัญหาหนี้กรีซ
แต่ภาพใหญ่ของดัชนีและเศรษฐกิจยังไม่เปลี่ยนแปลง แม้ดัชนีฟื้นตัวช้ากว่าที่ประเมินไว้ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจและผลการดําเนินงานที่อ่อนแอกว่าคาด รวมไปถึงการปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติหลัง กนง.ลดดอกเบี้ยลงในการประชุมเดือน เม.ย.แต่ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจและแนวโน้มผลการดําเนินงานบริษัทจดทะเบียนไม่เปลี่ยนแปลงจากที่คาดการณ์ไว้เดิม โดยคาดเศรษฐกิจเติบโต +3.8% ปีนี้ เร่งตัวขึ้นจาก +0.7% ในปีก่อน
ทั้งนี้ ถ้าพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2558 จะเห็นว่าการลงทุนภาครัฐมีการเร่งตัวขึ้นชัดเจน +37.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและคาดว่าจะเร่งขึ้นขึ้นใน ครึ่งหลังปี 2558 (การขยายตัวภาคการก่อสร้าง +44.2% และการลงทุนเครื่องจักร +21.8%) และคาดว่าจะเห็นการเปิดประมูล โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังปีนี้ โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-พัทยา และกรุงเทพฯ-หัวหิน ทําให้ บล.ธนชาต คงเป้าหมายดัชนีทางพื้นฐานสิ้นปีที่ 1,700 จุดเหมือนเดิม
บรรยากาศการลงทุนที่อ่อนแอส่งผลให้ดัชนีปรับลดลงมาที่ระดับ 1,480-1,500 จุดอีกครั้ง ซึ่งมองว่าเป็นโอกาส “ซื้อ” โดยเฉพาะนักลงทุนระยะกลาง-ยาว เนื่องจากประเมินโอกาสลดลงต่ำกว่าที่ระดับ 1,480 จุด หรือราคาตามมูลค่าบัญชีอิงอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นต่ำมากแล้ว เมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์ในอดีต นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำแม้จะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการ “ปรับพอร์ต” ของนักลงทุนต่างชาติเพื่อลดความเสี่ยงจากการอ่อนค่าของค่าเงินบาท แต่ถือว่าเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเนื่องจากทําให้อัตราส่วนลดลง
ดังนั้น จึงแนะนำ “ซื้อ” กลุ่มหุ้นที่ได้รับผลดีจากโครงการลงทุนภาครัฐ และกําไรฟื้นตัว โดยแนะนํา “ซื้อ” กลุ่มหุ้นที่ได้รับผลดีจากนโยบายการลงทุนภาครัฐไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจดิจิทัล รวมไปถึงโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก
นอกจากนี้ ยังแนะนํา “ซื้อ” กลุ่มหุ้นที่คาดการณ์ผลการ ดําเนินงานผ่านจุดต่ำสุดในปีที่แล้ว และคาดว่าจะเติบโตแข็งแกร่งในปีนี้ หรือฟื้นตัวขณะที่ชอบ BDMS ที่ผลการดําเนินงานมีการเติบโตต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่ที่บริเวณแนวรับทางเทคนิค 19.1 +/- บาทแล้ว
ดัชนีฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ด้วยแรงกดดันจากประการแรก ผลการดําเนินงานไตรมาสแรกปีนี้ของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีรายได้อิงกับการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ยังมีความกังวลต่อเอ็นพีแอลที่เร่งตัวขึ้นในระบบธนาคารพาณิชย์ด้วย เศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยจีดีพีไตรมาสแรกปีนี้เติบโต 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะเติบโต 3.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนการ “ปรับพอร์ต” นักลงทุนต่างชาติ หลังค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากการปรับลดดอกเบี้ย กนง.ลง 0.25% เหลือ 1.50% เมื่อวันที่ 29 เม.ย. และนักลงทุนอยู่ในสถานะ หยุดความเสี่ยง จากความกังวลต่อปัญหาหนี้กรีซ อย่างไรก็ดี ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อดัชนีระยะกลาง-ยาวต่อไป และมองการปรับลดลงมาที่ระดับแนวรับ 1,480-1,500 จุด เป็นโอกาส “ซื้อ”







