
แนะปั้นคลัสเตอร์แบรนด์ไทย
แนะเอสเอ็มอีปั้นคลัสเตอร์แบรนด์สินค้าไทย หนุนยอดส่งออกหลัง 5 เดือนติดลบ 2%
แนะเอสเอ็มอีปั้นคลัสเตอร์แบรนด์สินค้าไทย หนุนยอดส่งออกหลัง 5 เดือนติดลบ 2%
นายเทพทัย สุริยลักษณ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกเอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ประกอบการไทยควรจัดตั้ง “คลัสเตอร์ แบรนด์” สินค้าต่างๆ ของเอสเอ็มอีให้เกิดขึ้น เพื่อทำตลาดในลักษณะเครือข่ายธุรกิจร่วมกันทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการตลาดให้กับเอสเอ็มอีในแต่ละกลุ่มธุรกิจที่มีแบรนด์ เช่นเดียวกับการรวมกลุ่ม หรือตั้งคลัสเตอร์ ในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตประเภทต่างๆ
ทั้งนี้ จากการออกบูธตลาดในต่างประเทศ พบว่าผู้ซื้อต่างชาติส่วนใหญ่ให้การยอมรับในคุณภาพสินค้าที่ผลิตจากประเทศ หรือภายใต้ไทยแบรนด์ แต่จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อยอดขายผู้ผลิตด้วยเช่นกัน และคาดว่าหากปัจจัยลบดังกล่าวยังมีอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลไปถึงปลายปีนี้ที่ทำให้การส่งออกของเอสเอ็มอีไทยเติบโตลดลง
สำหรับสถานการณ์ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในภาคการส่งออก ช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค. 2558) ที่ผ่านมา คาดว่าจะเติบโตลดลง 1-2% เทียบจากช่วงเดียวกันในปีก่อน ซึ่งอาจจะยังต่อเนื่องไปจนถึงในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ จากปัจจัยเศรษฐกิจทั้งภายในและต่างประเทศที่ชะลอตัว ส่งผลต่อกำลังซื้อในภาพรวม
อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่ในประเทศอยู่ในภาคการผลิต และพึ่งพากำลังซื้อจากคู่ค้าต่างประเทศ แต่จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ผู้ซื้อจากประเทศต่างๆ หันไปหาผู้ผลิตจากกลุ่มประเทศอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่าทดแทนด้วย
นายเทพทัย กล่าวว่า เอสเอ็มอี ไทยมีข้อจำกัด 3 ด้าน คือ เงินทุน ความรู้ความสามารถ และเวลา ที่จำเป็นจะต้องเร่งปรับตัวเพื่อขยายการทำตลาดในต่างประเทศโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะการออกไปหาประสบการณ์และศึกษาข้อมูลตลาดใหม่ๆ ด้วยตัวเอง เพื่อผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของตลาดในแต่ละประเทศ
“ที่ผ่านมาเอสเอ็มอีส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิต เป็นโออีเอ็ม ทำให้ขาดประสบการณ์ด้านการทำตลาดสินค้าที่ตรงกับความต้องการจริงๆ ซึ่งการตัดสินใจออกไปหาตลาดใหม่ด้วยตัวเองจะช่วยได้มาก รวมถึงภาครัฐจะต้องให้การสนับสนุนในเรื่องนี้ด้วย” นายเทพทัย กล่าว
ขณะที่ตลาดต่างประเทศที่น่าสนใจสำหรับเอสเอ็มอีไทย คือ จีน อินเดีย และกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษบริเวณโดยรอบชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งเส้นทางอาร์3เอ ที่เชื่อมไปถึงจีน ถือเป็นเส้นทางการส่งออกที่มีศักยภาพ เพราะช่วยลดต้นทุน โดยเฉพาะด้านการขนส่ง







