
SCBชี้ไตรมาส2โต6%
ศูนย์วิจัยแบงก์ไทยพาณิชย์ชี้สถานการณ์การเมืองกระทบเศรษฐกิจน้อยกว่าที่คาดการณ์มองจีดีพีไตรมาส2โตเกิน6%
ศูนย์วิจัยแบงก์ไทยพาณิชย์ชี้สถานการณ์การเมืองกระทบเศรษฐกิจน้อยกว่าที่คาดการณ์มองจีดีพีไตรมาส2โตเกิน6%
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ และธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ออกบทวิเคราะห์ " เศรษฐกิจเดือน พ.ค. ถูกกระทบจากปัญหาการเมืองน้อยกว่าที่คาด"ระบุว่า ธปท. แถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงินเดือน พ.ค. 2553 ว่าเศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้ แต่ในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตามผลกระทบจากปัญหาการเมืองอยู่ในวงจำกัด โดยกระทบต่อการท่องเที่ยวเป็นหลัก ในขณะที่การผลิตอุตสาหกรรม การส่งออก และการลงทุนภาคเอกชนยังคงขยายตัวได้ดี
การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังคงขยายตัวดี แม้ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองจะรุนแรงขึ้นในเดือน พ.ค. แต่การบริโภคภาคครัวเรือนยังขยายตัว 7.4%เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (เทียบกับ 7.0% ในเดือน เม.ย.) จากยอดขายรถกระบะที่เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าแม้ยอดขายรถยนต์ และจักรยานยนต์จะชะลอตัวลง ส่วนด้านการลงทุนภาคเอกชนก็ขยายตัวได้ถึง 20.7%เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (เทียบกับ 19.3% ในเดือน เม.ย.) จากการเพิ่มขึ้นของยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์และการนำเข้าสินค้าทุนพวกเครื่องจักรและอุปกรณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอุปกรณ์อิเล็ก ทรอนิคส์และยานยนต์
ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวค่อนข้างจำกัดอยู่ในภาคกลางและภาคเหนือ ในภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทยในเดือน พ.ค. ลดลง 12%เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ทำให้อัตราการเข้าพักแรมของโรงแรมเฉลี่ยทั่วประเทศในเดือน พ.ค. อยู่ที่เพียง 35% ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปี (2006-2008) ซึ่งอยู่ที่ราว 56% โดยภาคที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ภาคกลาง (รวมกรุงเทพฯ) ซึ่งมีอัตราการเข้าพักแรมในเดือน พ.ค. เพียง 30% (เฉลี่ย 3 ปีอยู่ที่ 66%) รองลงมาคือภาคเหนือที่มีอัตราเข้าพักเพียง 29% (เฉลี่ย 3 ปี อยู่ที่ 35%) ส่วนภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับผลกระทบไม่มาก โดยทั้งสองภาคมีอัตราเข้าพักราว 45% ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของเดือน พ.ค. ในอดีต
แต่ภาคการผลิตอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบไม่มาก การผลิตอุตสาหกรรมขยายตัว 17.2%เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แม้จะชะลอลงจาก 21.8%เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ในเดือน เม.ย. (หลักๆ มาจากการชะลอลงของอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์) แต่ก็ยังนับว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการขยายตัวของการส่งออกที่เติบโต 33%เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (ไม่รวมการส่งออกทองคำ) เร่งขึ้นจาก 27% ในเดือนก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกที่เติบโตดีได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า พลาสติกและเคมีภัณฑ์ รวมถึงยางพาราและผลิตภัณฑ์จากยาง
GDP ไตรมาส 2 น่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 6%เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนราว 40% ของ GDP ที่ยังเติบโตดีต่อเนื่องและได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองไม่มากนัก ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติก็หดตัวน้อยกว่าที่คาด ดังนั้น เมื่อรวมตัวเลขเศรษฐกิจในเดือน เม.ย. และ พ.ค. ทำให้มองว่า GDP ในไตรมาส 2 น่าจะเติบโตไม่น้อยกว่า 6%เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และมีแนวโน้มที่การชะลอลงของ GDP ในครึ่งหลังของปีอาจเกิดขึ้นช้ากว่าที่คาด







