
เมื่อเป็นหนี้แล้ว ไม่ว่าพลเมือง จะเป็นใหญ่หรือเป็นเล็ก ทุกคนก็ต้องใช้คืน
คำกล่าวที่เป็นสัจธรรม เป็นหลักการของการที่ไม่ว่าใคร องค์กรใด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล องค์กรหน่วยงานของรัฐหรือรัฐบาล
คำกล่าวที่เป็นสัจธรรม เป็นหลักการของการที่ไม่ว่าใคร องค์กรใด ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล องค์กรหน่วยงานของรัฐหรือรัฐบาล เมื่อไปก่อหนี้หรือทำให้หนี้เกิดมาแล้วล้วนต้องมีภาระหนี้ที่จะต้องชำระ และการจะชำระหนี้ได้ก็ต้องมีแหล่งรายได้แหล่งเงินมาชำระหนี้นั้นๆ เพราะ “เป็นหนี้ต้องใช้หนี้ สัญญาต้องเป็นสัญญา”
ทีนี้เราๆ ท่านๆ ลองมาคิดต่อครับว่า หากมีหนี้แล้วมันมีทางไหนบ้างที่จะสามารถมีเงินมาชำระหนี้ได้บ้าง ผมคิดได้แบบบ้านๆ ดังนี้ครับ
1.เอามาจากรายได้ที่ได้หักค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คือมันมีส่วนต่าง มีกำไรจากการดำเนินงานซึ่งไม่มีข้อผูกพันแล้ว มันเป็นเงินสดรับสุทธิ ที่เราจะเอาไปจ่ายได้
2.เอามาจากการก่อหนี้ใหม่ หาเงินจากเจ้าหนี้รายใหม่ เพื่อนำเงินกู้ใหม่มาจ่ายเงินกู้เก่าที่มีอยู่และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว
3.เอาเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สิน ขายเงินลงทุนที่ได้ลงไปในอดีต เพราะสิ่งที่เราถือมาตั้งแต่อดีตมันได้ออกดอกออกผลมาจนน่าพอใจ มีจำนวนมากพอที่เราจะเปลี่ยนแปลงสภาพจากสิ่งของ จากสิทธิที่เรามีในปัจจุบันให้กลายมาเป็นเงินสด แล้วเราก็เอาเงินสดนั้นไปชำระหนี้ที่ก่อไว้ต่อไป ท่านผู้อ่านลองอ่านข่าวนี้แล้วคิดตามนะครับว่ามันเป็นเช่นดังที่กล่าวไว้หรือไม่
กระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยข่าวว่า 1.กระทรวงมีแผนขายหุ้นที่ถืออยู่ในกิจการต่างๆ ออกไป เพื่อลดภาระหนี้ของรัฐในปัจจุบัน (หรือก็คือการขายเงินลงทุนในอดีตเพื่อให้ได้เงินกลับมาชำระหนี้) 2.ในเวลาเดียวกันกระทรวงที่จะเสนอกฎหมายพิเศษให้อำนาจกระทรวงไปกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาหนี้ภาครัฐที่มีอยู่กว่า 7 แสนล้านบาท (ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเรื่องผลขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวที่ซื้อข้าวแพงกว่าตลาดมาเก็บไว้ในขณะที่เวลานั้นข้าวมีราคาถูก) ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ในอีกประมาณ 2 เดือนข้างหน้า
“รัฐบาลจะต้องหาเงินเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปลดหนี้ที่มีอยู่ 7.2 แสนล้านบาท ให้น้อยลง ซึ่งดูแล้ววิธีที่ทำได้ก็คือ การขายหุ้นกิจการต่างๆ ที่คลังถือไว้แล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บอีกต่อไป เช่น หุ้นที่กระทรวงหรือรัฐบาลไปลงทุนและไม่มีอำนาจบริหารออกไป ซึ่งจะเกิดผลดีคือรัฐบาลมีกระแสเงินสดเข้ามาช่วยในการนำไปชำระให้หนี้ลดน้อยลงไป”
ลำดับต่อไปคือการออกพันธบัตรรัฐบาล (ซึ่งก็คือการกู้ยืมจากเจ้าหนี้รายใหม่) เพื่อนำเงินมาแก้ไขปัญหาหนี้ของภาครัฐ อันจะช่วยลดภาระเงินต้นและดอกเบี้ย ให้เหลือปีละประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาท รูปแบบของการกู้เงินนั้นจะมีการออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินราว 7 แสนล้านบาท เพื่อนำมาชำระหนี้โครงการจำนำข้าว และหนี้ของรัฐวิสาหกิจต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าวเช่นเงินที่ธนาคารเฉพาะกิจสำรองจ่ายไปก่อน โดยวิธีการกู้เงินจะมีทั้งการใช้พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ระยะกลาง และการกู้เงินระยะสั้นเข้ามาอย่างผสมผสาน
สำหรับบุคคลทั่วไปคำเตือนมันมีอยู่ว่า “ถ้าเรายังซื้อของไม่จำเป็นวันนี้ วันข้างหน้าได้ขายของจำเป็นแน่นอน”
สำหรับหนี้องค์กรมันก็มีคำเตือนอยู่ว่า “ถ้าเราใช้เงินไปกับโครงการที่มันผิดดั่งติดกระดุมเม็ดแรกผิด มันก็ต้องมีหนี้มาให้ดูมาให้รับภาระ ท้ายสุดไม่ขายของไปชำระหนี้ ก็ต้องกู้หนี้ใหม่มาจ่ายในสิ่งที่ไปขอให้ใครคนหนึ่งที่เขาได้ทดรองจ่ายไปก่อน”
ที่สำคัญคือ ไอ้โครงการที่บอกว่าประชานิยมนั้น บัดนี้มันได้กลายเป็นภาระของพลเมืองไทยที่กำลังจะเป็นใหญ่ตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่...ท่านผู้อ่านว่าจริงหรือไม่ครับ







