
JCABปลดล็อกบินเข้าญี่ปุ่น
JCAB ต่ออายุสายการบินไทยเข้าญี่ปุ่นได้ไม่มีกำหนดแต่ต้องเป็นแบบประจำ
ขยายเวลาไม่มีกำหนดให้6แอร์ไลน์ พล.อ.อ.ประจิน-อาคมกล่อมสำเร็จ
JCAB ต่ออายุสายการบินไทยเข้าญี่ปุ่นได้ไม่มีกำหนดแต่ต้องเป็นแบบประจำ
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ในการเดินทางไปหารือกับองค์การการบินพลเรือนของประเทศญี่ปุ่น (JCAB) ได้รับผลตอบรับที่น่าพอใจ โดยทาง JCAB เห็นชอบที่จะให้ผ่อนผันให้เที่ยวบินจากประเทศไทยสามารถบินเข้าออกประเทศญี่ปุ่นได้ตามเงื่อนไขเดิมที่มีการลงนามบันทึกข้อตกลงไว้เดิมซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 31 พ.ค. 2558 โดยอนุญาตให้ขยายระยะเวลาออกไปโดยไม่มีกำหนด
ทั้งนี้ ในการเยือนญี่ปุ่นได้มีการหารือกัน 3 คณะ ประกอบด้วย พล.อ.อ.ประจิน กับที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม กับนายอาคิฮิโระ โอตะ รมว.กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งและการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น (MLIT) และเจ้าหน้าที่กรมการบินพลเรือนของไทยกับ JCAB มีแนวโน้มร่วมกันที่จะสนับสนุนสายการบินของไทยภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องเป็นเที่ยวบินประจำแบบที่เคยทำการบินมาก่อน
พล.อ.อ.ประจิน ชี้แจงว่า ส่วนร่าง MOU นั้นทางญี่ปุ่นได้จัดส่งมาแล้ว อยู่ระหว่างเจรจาในรายละเอียด รวมทั้ง JCAB ยังได้ให้ความร่วมมือในการจัดส่งเจ้าหน้าที่ 2 คน เข้ามาช่วยเหลือกรมการบินพลเรือนในการตรวจสอบเพื่อประเมินสายการบินต่างๆ ด้วย
นายอาคม กล่าวว่า ในการหารือด้านการบินในระดับนโยบายและระดับปฏิบัตินั้น ขณะนี้ได้รับแจ้งจาก JCAB ว่า บันทึกข้อตกลงด้านการบินระหว่าง 2 ประเทศที่จะสิ้นสุดวันที่ 31 พ.ค.นี้ ขอให้ดำเนินการต่อเนื่องทั้งเที่ยวบินประจำและเที่ยวบินเช่าเหมาลำแต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดิม และไม่มีการกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด แต่ทางญี่ปุ่นจะขอสงวนสิทธิในเรื่องการสุ่มตรวจสายการบินเหมือนเดิม
สำหรับ 6 สายการบินที่จะบินเข้าออกประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วย 3 สายการบินที่มีเที่ยวบินประจำ คือ บริษัท การบินไทย สายการบินเจ็ทเอเชีย สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ และอีก 3 สายการบินเช่าเหมาลำ คือ สายการบินนกสกู๊ต สายการบินเอเชียนแอร์ และสายการบินเอเชียแอตแลนติก
ด้านการลงนามในร่างบันทึกความร่วมมือด้านระบบรางระหว่างกระทรวงคมนาคมแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวง MLIT เมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น พล.อ.อ.ประจิน ได้ลงนามร่วมกับนายอาคิฮิโระ โอตะ ในร่างบันทึกความร่วมมือ (MOC) ด้านระบบรางเพื่อพัฒนาโครงการรถไฟ 2 เส้นทาง คือ 1.รถไฟทางคู่ขนาด 1.435 เมตร หรือรถไฟฟ้าความเร็วสูง 300 กม./ชั่วโมง ในเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 670 กม. 2.รถไฟทางคู่ เส้นทางกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-แหลมฉบัง และกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-อรัญประเทศ ระยะทาง 574 กม.
ทั้งนี้ จะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกัน 3 ชุด คือ 1.คณะทำงานแผนงานรถไฟความเร็วสูงเส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพฯ 2.คณะทำงานแผนงานเส้นทางกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-แหลมฉบัง และกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-อรัญประเทศ และ 3.คณะทำงานศึกษารูปแบบการลงทุน และการเงิน เพื่อศึกษารายละเอียดของการลงทุน โดยจะสรุปรูปแบบความร่วมมือและกรอบการทำงานร่วมกันภายใน 1 เดือน
เบื้องต้นจะเป็นความร่วมมือแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล ส่วนรูปแบบการลงทุนต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง คาดว่าในสิ้นปีนี้จะได้ข้อสรุปเรื่องแบบก่อสร้าง วงเงินลงทุน คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในกลางปี 2559
นอกจากนี้ จะตั้งคณะทำงานศึกษาออกแบบโครงข่ายรถไฟภาคตะวันออกของไทย ขนาดราง 1-1.0435 เมตร ให้มีประสิทธิภาพ และศึกษาเส้นทางรถไฟจากแม่สอด-มุกดาหารด้วย







