posttoday
ทีวีดิจิทัลเจ๊งเร็วเกินคาด แนะทางรอดก่อนตายกว่า50%

ทีวีดิจิทัลเจ๊งเร็วเกินคาด แนะทางรอดก่อนตายกว่า50%

29 พฤษภาคม 2558

ถอดใจไปแล้ว 1 ราย สำหรับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล เมื่อ ติ๋ม ทีวีพูล ยื่นหนังสือขอยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการ ภายหลังทำธุรกิจมา 1 ปี ขาดทุนไป 320 ล้านบาท

ถอดใจไปแล้ว 1 ราย สำหรับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล เมื่อ พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย (ติ๋ม ทีวีพูล) ประธานกรรมการบริษัท ไทยทีวี ยื่นหนังสือขอยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัล ภายหลังทำธุรกิจมา 1 ปี ขาดทุนไป 320 ล้านบาท จากการทำทีวีดิจิทัล 2 ช่อง คือ ไทยทีวี ประเภทช่องข่าว และโลก้า ประเภทช่องเด็ก

ทั้งนี้ ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งทีมผู้บริหารนำโดย ศุภิญโญ มั่นรู้ธรรม ผู้อำนวยการช่องไทยทีวี และโดม เจริญยศ เจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมทีมกฎหมายบริษัท ไทยทีวี ว่าจะยุติการออกอากาศผ่านแพลตฟอร์มทีวีดิจิทัลในอีก 15 วัน นับจากวันที่ 26 พ.ค. ซึ่งเป็นวันที่ยื่นหนังสือขอยกเลิกใบอนุญาต หลังจากนั้นจะนำทั้ง 2 ช่องไปออกอากาศในทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี เพื่อหารายได้และทำกำไร

การถอดใจของติ๋มทีวีพูลครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มจับตาผู้ประกอบการที่เหลือว่า ทีวีดิจิทัลในปีที่ 2 จะมีใครหายไปอีกหรือไม่ ขณะเดียวกันก็เริ่มกลับมาพิจารณาการทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าควรจะเร่งสะสางปัญหาขณะนี้ให้คลี่คลายโดยเร็ว ก่อนที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจะหายไปอีก

สุภาพ คลี่ขจาย ประธานชมรมผู้ประกอบการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลภาคพื้นดิน และอดีตผู้อำนวยการสถานีไทยทีวี กล่าวว่า ปัญหาของทีวีดิจิทัลที่เกิดขึ้นขณะนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแต่ช่องใดช่องหนึ่ง แต่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทุกธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีปัญหาในด้านของการเปลี่ยนผ่านระบบการออกอากาศทีวีดิจิทัล และถ้าหากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศแรกที่เปลี่ยนผ่านระบบทีวีดิจิทัลไม่สำเร็จ รวมทั้งกระทบธุรกิจกว่า 1 แสนล้านบาท จากค่าประมูลทีวีดิจิทัลกว่า 5 หมื่นล้านบาท และงบลงทุนคอนเทนต์ทีวีดิจิทัลทั้ง 24 ช่อง อีกประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ต้องชะงักงัน

แหล่งข่าววงการโทรทัศน์ให้ความเห็นว่า ช่องทีวี 24 ช่องเป็นจำนวนที่เยอะไป ผู้บริโภคส่วนใหญ่จำช่องได้แค่ 3-4 ช่อง สปอนเซอร์ที่จะเข้าไปซื้อโฆษณาส่วนใหญ่ที่ซื้อช่องแมสก็คงซื้อ 3-4 ช่องนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้นทีวีดิจิทัลที่จะรอดคงมีแค่ 10 ช่อง ที่เหลือมากกว่าครึ่งคงอยู่ไม่ได้ต้องตายไป ส่วนกลุ่มที่อยู่รอดในกลุ่ม 3-4 ช่อง กลุ่มนี้ก็จะมีเพียง อันดับ 1 กับ 2 ที่มีรายได้โฆษณามาก แต่ก็ลดลงกว่าเดิม ส่วนช่องอันดับรองลงไปต้องปรับตัวไปเป็นช่องนิชหรือเจาะเฉพาะกลุ่ม ที่ไม่ได้เป็นรายการเอนเตอร์เทนเมนต์ กีฬา และข่าว เหมือนทีวีช่องแมส

อย่างไรก็ตาม ทีวีช่องนิชเฉพาะกลุ่ม เช่น ช่องให้ความรู้หรือโนว์เลจ ก็ต้องไปแข่งกับเพย์ทีวี หรือทีวีบอกรับสมาชิก ซึ่งพวกนี้จะมีเนื้อหาหรือคอนเทนต์รายการสารคดี ความรู้รายการจากต่างประเทศ ที่การผลิตลงทุนมากกว่าเนื้อหาช่องนิชในไทย และช่องที่เหลืออยู่รอดอื่นๆ จะเป็นช่องที่มีแบ็กดี หรือมีผู้สนับสนุนจากเงินทุนจากตลาดหุ้น จากหน่วยงานความมั่นคง ส่วนอุปสรรคอีกอย่างคือ อินเทอร์เน็ต ทีวี (Internet Protocol Television หรือไอพีทีวี) หลายประเทศธุรกิจทีวีโดนไอพีทีวีกลืน เช่น ช่องเพลง ช่องภาพยนตร์ เพราะไอพีทีวีเข้ากับพฤติกรรมคนเจนวาย ที่ต้องการอะไรที่เป็นอินเตอร์แอ็กทีฟ ออนดีมานด์ ดูเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ชอบโดนบังคับให้ดู

ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทางรอดของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล คือ ต้องไม่ทำธุรกิจแค่สถานี ต้องผลิตคอนเทนต์ไปฟีดให้หลายๆ เจ้า เพราะคอนเทนต์ที่ดีเมื่อนำไปผ่านช่องทางที่เรตติ้งดี จะสร้างรายได้ให้มากคุ้มค่า

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับทีวีดิจิทัลในปีนี้ เริ่มสะท้อนให้เห็นว่าการทำทีวีดิจิทัลที่ประมูลกันไม่ได้สวยหรูอย่างที่
คาดการณ์ เนื่องจากสัญญาณการถอนตัวออกจากธุรกิจเห็นเร็วกว่าที่คาดการณ์ จากเดิมวางไว้จะเห็นภาพภายใน 3-5 ปี

นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงฝีมือการทำงานของ กสทช. ที่ดำเนินการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโครงข่ายหรือการเข้าถึงผู้ชม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ กสทช.ควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา เพราะว่าหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้คลี่คลาย สถานการณ์ของทีวีดิจิทัลในปีที่ 2 และปีต่อไปก็จะยังคงเหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีแรก คือ อาจจะมีผู้ประกอบการที่สายป่านไม่ยาวพอหายไปอีก

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทำให้ต้องกลับมามองกันที่สายป่านว่าใครจะยาวแค่ไหน เพราะผู้ที่อยู่ต่อได้นับจากนี้ต้องมีสายป่านที่ยาวเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันเม็ดเงินโฆษณาที่ไหลเข้าทีวีดิจิทัลยังคงไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ แม้ว่าเอซี นีลเส็น จะออกมาประเมินว่าปีนี้ภาพรวมสื่อโฆษณาทีวีดิจิทัลจะทะลุหมื่นล้านบาท เชื่อว่ายังเป็นไปไม่ได้ เพราะปัจจุบันบางช่องยังมีการขายโฆษณาในหลักหมื่นเท่านั้น มีเพียงบางช่องเท่านั้นที่ขายโฆษณาได้ในหลักแสน

มานะ กล่าวอีกว่า ทีวีดิจิทัลที่น่าจะเหนื่อยมากหน่อยในตอนนี้ คือ ผู้ประกอบการที่ถือไว้หลายช่อง หนึ่งในนั้นคือ ช่อง 3 เนื่องจากถือไว้หลายช่อง จึงทำให้ต้องใช้งบในการลงทุนค่อนข้างสูง แต่หากมองในด้านของประเภทช่องรายการ ช่องที่น่าจะเหนื่อยมากที่สุดตอนนี้ คือ ช่องเด็ก เนื่องจากคอนเทนต์หายาก เอเยนซี่ให้ความสนใจน้อย ส่วนช่องที่เหนื่อยมากรองลงมา คือ ช่องข่าว  ช่องเอสดี และช่องเอชดี

จากนี้คงต้องติดตามว่าทีวีดิจิทัลในปีที่ 2 ใครจะเป็นรายต่อไป

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร