
กลุ่มแบงก์ยังน่าลงทุน
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) ให้น้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารมากกว่าตลาด หลังสินเชื่อเดือน เม.ย.เติบโต
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) ให้น้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารมากกว่าตลาด หลังสินเชื่อเดือน เม.ย.เติบโต
กลุ่มธนาคาร 10 ธนาคารที่ บล.ฟิลลิป ทำการศึกษารายงานแบบแสดงสินทรัพย์และหนี้สินเดือน เม.ย. ยังคงมีสินเชื่อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีก 0.6% จากเดือน มี.ค. และทำให้สินเชื่อของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2557 แล้ว 3.4% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันหากไม่นับการโอนสินเชื่อจำนวนมากจากธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (BTMU) มาที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ในเดือน ม.ค.แล้วจะทำให้ในเดือน เม.ย.เป็นเดือนที่กลุ่มธนาคารมีสินเชื่อเติบโตสูงที่สุดในรอบปี
ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH BANK) ยังคงเป็นธนาคารที่มีสินเชื่อเติบโตสูงสุด ในขณะที่กลุ่มเช่าซื้อยังคงมีสินเชื่อหดตัว
LH BANK ยังคงเป็นธนาคารที่มีสินเชื่อเติบโตสูงที่สุดในเดือน เม.ย.ต่อเนื่องจากเดือนก่อน โดยมีสินเชื่อเพิ่มขึ้น 2.4% จากเดือน มี.ค. และทำให้สินเชื่อเติบโตจากสิ้นปี 2557 แล้ว 6.1% นับตั้งแต่ต้นปี เป็นรองเพียง BAY ที่มีสินเชื่อเติบโตถึง 28.5% จากการโอนสินเชื่อมาจาก BTMU ในเดือน ม.ค. ส่วนธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เป็นธนาคารที่มีสินเชื่อเติบโตเป็นอันดับ 2 ในเดือน เม.ย. โดยเพิ่มขึ้น 1.4% จากเดือน มี.ค. และ 2.7% นับตั้งแต่ต้นปี
ธนาคารที่มีสินเชื่อหลักเป็นสินเชื่อเช่าซื้อยังคงมีสินเชื่อหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) และบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) มีสินเชื่อหดตัวลงทั้งหมด โดยในเดือนนี้ KKP เป็นธนาคารที่มีสินเชื่อหดตัวมากที่สุด 0.8% จากเดือน มี.ค. และ 2.8% นับตั้งแต่ต้นปี ส่วน TISCO มีสินเชื่อหดตัวน้อยกว่าเดือนก่อน คือหดตัว 0.5% จากเดือน มี.ค. แต่ก็ยังทำให้ TISCO เป็นธนาคารที่มีสินเชื่อหดตัวมากที่สุดในปี 2557 ที่ 3.7% นับตั้งแต่ต้นปี ส่วน TCAP สินเชื่อหดตัว 0.5% จากเดือน มี.ค. และ 3.5% นับตั้งแต่ต้นปี
ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2558 อาจจะลดต่ำลงจากการตั้งสำรองตามหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าสินเชื่อของกลุ่มธนาคารจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ทางด้านผลประกอบการของกลุ่มในไตรมาส 2 ปี 2558 อาจจะลดต่ำลงได้ จากการตั้งสำรองที่เพิ่มสูงขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลที่คาดว่าเป็นไปได้ที่เอ็นพีแอลของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 2 ปี 2558 อาจจะเพิ่มสูงขึ้นได้อีกจากไตรมาสแรก ปี 2558 ที่กลุ่มธนาคารมีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาเป็น 3% จาก 2.9% ในไตรมาสก่อน และส่งผลให้สัดส่วนสำรองต่อเอ็นพีแอลเฉลี่ยของกลุ่มลดลงเหลือ 121% จาก 129%
โดยในไตรมาสแรก ปี 2558 ธนาคารกรุงไทย (KTB) เป็นธนาคารที่มีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 1.2 หมื่นล้านบาท และทำให้ KTB มีการตั้งสำรอง 3,700 ล้านบาท และในไตรมาส 2 ปี 2558 KTB ก็ได้ประกาศว่าจะตั้งสำรองพิเศษเพิ่มเติมจากสำรองปกติแล้วอีกถึง 3,600 ล้านบาท ซึ่งอาจจะทำให้ KTB มีการตั้งสำรองสูงถึง 5,700 ล้านบาท และเมื่อรวมกับธนาคารอื่นที่อาจจะมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นจากเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นแล้วเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คาดว่าผลประกอบการของกลุ่มในไตรมาส 2 ปี 2558 อาจออกมาไม่ดีนัก ยังให้น้ำหนักการลงทุน “มากกว่าปกติ” และยังคงเลือกธนาคารกรุงเทพ (BBL) เป็นหุ้นที่เลือกลงทุนของกลุ่มจากการรองรับความเสี่ยงได้มาก ถึงแม้ว่ากลุ่มธนาคารจะยังคงมีความเสี่ยงที่เอ็นพีแอลและการตั้งสำรองจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นได้ในไตรมาส 2 ปี 2558 แต่ยังคงให้น้ำหนัก “ลงทุนมากกว่าปกติ” ในหุ้นกลุ่มธนาคาร เนื่องจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้สินเชื่อของกลุ่มธนาคารเติบโตได้ในช่วงครึ่งปีหลัง
ทั้งนี้ เลือก BBL (ราคาพื้นฐาน 233 บาท) เป็นหุ้นแนะนำของกลุ่ม เนื่องจากเป็นธนาคารที่เชี่ยวชาญสินเชื่อขนาดใหญ่ และเป็นธนาคารที่รองรับความเสี่ยงได้มากจากการมีสัดส่วนสำรองต่อเอ็นพีแอลสูงที่สุดในกลุ่ม







