
จับตากฎหมายใหม่พลิกโฉม ต่างชาติลงทุนเวียดนาม
เวียดนามถือเป็นประเทศที่เนื้อหอมที่สุดประเทศหนึ่งของอาเซียนขณะนี้
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
เวียดนามถือเป็นประเทศที่เนื้อหอมที่สุดประเทศหนึ่งของอาเซียนขณะนี้ ไม่เพียงแต่ประเทศในอาเซียนด้วยกันที่สนใจเข้าไปลงทุน ยักษ์ใหญ่ในเอเชียตะวันออก รวมถึงยักษ์ใหญ่จากตะวันตกต่างก็สนใจลงทุนในเวียดนาม
ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติของเวียดนาม ระบุว่า ณ สิ้นปี 2557 เวียดนามมีโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ไหลเข้าสะสมอยู่ถึง 1.77 หมื่นโครงการ คิดเป็นมูลค่า 2.52 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 8.51 ล้านล้านบาท
2 ประเทศยักษ์ใหญ่จากเอเชียตะวันออกอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ตีคู่กันมาเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ด้วยมูลค่าการลงทุนประเทศละมากกว่า 3.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.24 ล้านล้านบาท ขณะที่มหาอำนาจอย่างจีนเข้ามาลงทุน 883 โครงการ มูลค่า 1.56 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 5.25 แสนล้านบาท
ขณะที่ประเทศในอาเซียน สิงคโปร์ครองอันดับ 3 ทิ้งระยะจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่นไม่มากนัก มาเลเซียมาเป็นอันดับ 8 ขณะที่ไทยรั้งอันดับ 10 ด้วยจำนวน 379 โครงการ มูลค่า 6,749 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 2.27 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ดี ปี 2557 ที่ผ่านมา มีโครงการจากทั่วโลกได้รับอนุมัติลงทุนในเวียดนามเพิ่มเติมกว่า 1,800 โครงการ มูลค่ากว่า 2.19 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไม่มีโครงการลงทุนจากไทยได้รับอนุมัติในเวียดนามเพิ่มเลยแม้แต่โครงการเดียว
ในขณะที่ประเทศอื่นเห็นศักยภาพของเวียดนามและยังเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในอุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมไอที อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมสิ่งทอ ตลอดจนอุตสาหกรรมอื่นๆ ในภาคการผลิต แต่นักลงทุนไทยกลับยังไม่ตัดสินใจลุยเวียดนามอย่างเต็มที่
ก่อนหน้านี้ ธาราบดี ซึ้งอดิชัยวิทย์ ผู้จัดการทั่วไป สาขาในประเทศเวียดนาม ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า เศรษฐกิจเวียดนามกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งออกดี อีกทั้งเวียดนามเดินหน้าข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับหลายประเทศ หากไม่รีบเข้าไปเจาะตลาดภายใน 5 ปีนี้ อีก 5 ปีตลาดเวียดนามจะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ไม่เพียงแต่สถานการณ์ที่ ธาราบดี วิเคราะห์เท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายในเวียดนามก็อาจกลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งให้เวทีการลงทุนแห่งนี้พลิกโฉมไปด้วย
หลังจากเวียดนามได้ผ่านกฎหมายวิสาหกิจ (Law on Enterprise) และกฎหมายการลงทุน (Law on Investment) พ.ศ. 2557 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2557 กฎหมายฉบับดังกล่าวกำลังจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วในวันที่ 1 ก.ค.นี้
สาระสำคัญของกฎหมาย 2 ฉบับใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงจาก 2 ฉบับเดิมเมื่อปี 2548 เช่น การทำให้นิยามของนักลงทุนต่างชาติชัดเจนขึ้น หากเป็นบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติหรือบริษัทต่างชาติรวมมากกว่า 51% ถือเป็นบริษัทต่างชาติ ขณะที่หากมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติหรือบริษัทต่างชาติน้อยกว่า 51% ถือเป็นบริษัทท้องถิ่น
ที่สำคัญ ยังได้แก้ไขเรื่องสัดส่วนเสียงส่วนใหญ่ในการโหวตลงมติเพื่อดำเนินการใดๆ ของบริษัท จากเดิมที่ต้องใช้สัดส่วนมากถึง 65% สำหรับมติทั่วไป และ 75% สำหรับมติพิเศษ เหลือเพียง 51% และ 65% เท่านั้น
นอกจากนี้ ได้ระบุประเภทธุรกิจต้องห้าม 6 ประเภท และธุรกิจที่ต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไขอีก 267 ธุรกิจ ทำให้การจะเดินหน้าธุรกิจในเวียดนามมีความชัดเจนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน จะมีการขยายสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติในบริษัทจำกัดมหาชนด้วย จากเดิมที่ต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% แต่ในเดือน ต.ค.นี้ จะมีกฎหมายใหม่ขยายสัดส่วนดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม กฎหมายใหม่ที่ออกมามีบางด้านที่กระทบนักลงทุนด้วย เช่น การระบุถึงการเปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์สำหรับนักลงทุน หากภาครัฐมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยของสังคม ศีลธรรม การปกป้องสิ่งแวดล้อม รวมถึงหากมีความเสียหายที่กระทบต่อการลงทุน ภาครัฐจะชดเชยให้ตามความเสียหายจริงเท่านั้น
สำหรับสิทธิประโยชน์สำหรับผู้สนใจลงทุนในเวียดนาม ได้แก่ การลดอัตราจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล จากปัจจุบันเวียดนามเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 25% แต่หากลงทุนโดยเข้ากับเงื่อนไขต่างๆ จะได้รับสิทธิแตกต่างกันไป
หากลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ พื้นที่เขตไฮเทคที่นายกรัฐมนตรีจัดตั้ง และเขตที่มีข้อจำกัดด้านสังคมและเศรษฐกิจเป็นพิเศษ จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 4 ปี และเก็บในอัตรา 10% เป็นระยะเวลา 15 ปี นับแต่ปีแรกที่เริ่มมีรายได้ โดยต้องลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทค การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ หรือที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคม เช่น การศึกษา การพัฒนาอาชีพ บริการสุขภาพ
นอกจากนี้ ยังได้สิทธิประโยชน์จากการยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าบางประเภท เช่น สินค้าที่นำเข้าชั่วคราวเพื่อส่งออกไปอีกทอดหนึ่ง รวมถึงมีสิทธิประโยชน์ด้านการเช่าที่ดิน เช่น หากลงทุนในเขตที่มีข้อจำกัดด้านสังคมและเศรษฐกิจจะได้รับยกเว้นค่าเช่าที่ดิน 7 ปี
ที่สำคัญ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม ยังช่วยสนับสนุนด้านการตลาดให้แก่นักลงทุน ด้วยการเปิดให้นักลงทุนโฆษณาโครงการของตัวเองบนเว็บไซต์ของกระทรวงได้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายด้วย
เมื่อเวียดนามเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น นักลงทุนไทยจึงควรเร่งวางแผนการลงทุนของตัวเองให้ดี ก่อนโอกาสจะกลายเป็นของคนอื่นไป







