
วอลโว่S80 2.5FT กับน้ำมันอี85ไม่อืดอย่างที่คิด
หากเป็นการใช้งานในเมืองเติม อี85 ใช้เป็นประจำได้เลยครับ คุ้มค่าแน่นอน ทั้งราคาน้ำมันที่ถูก และเรื่องของมลพิษ
หากเป็นการใช้งานในเมืองเติม อี85 ใช้เป็นประจำได้เลยครับ คุ้มค่าแน่นอน ทั้งราคาน้ำมันที่ถูก และเรื่องของมลพิษ
โดย...นิธิ ท้วมประถม
วอลโว่ s80 2.5FT คือรถยนต์รุ่นแรกๆ ของประเทศไทยที่สามารถใช้น้ำมัน อี85 ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ และ ECU ของเครื่องยนต์ที่ยอดเยี่ยม จนทำให้เครื่องยนต์สามารถจุดระเบิดได้กับน้ำมันที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์มากถึง 85% ได้โดยที่เครื่องยนต์ยังดับ
ที่ผ่านมาผมเองยังไม่มีโอกาสได้ลองขับ วอลโว่ S80 เลยสักครั้ง ว่าเมื่อเติมน้ำมัน อี85 แล้วนั้นจะวิ่งออกได้มากน้อยแค่ไหน เพราะจากข้อมูลทางเทคนิคแล้ว รถยนต์ที่เติมน้ำมัน อี85 แล้วสมรรถนะเครื่องยนต์จะลดลงประมาณ 35% ประกอบกับนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลไทยยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเดินหน้าให้การสนับสนุนพลังงานทดแทนรูปแบบใดกันแน่
เพราะที่ผ่านมารัฐบาลให้การสนับสนุนพลังงานทดแทนมั่วไปหมดครับ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติอัดอย่าง ซีเอ็นจี ก๊าซหุงต้ม แอลพีจี ที่รัฐบาลยังตรึงราคาอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนยังคงนำรถยนต์ไปดัดแปลงติดตั้งระบบแก๊สอยู่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้รัฐบาลยังบอกว่าให้การสนับสนุนน้ำมัน อี85 ด้วยการทำให้ราคาจำหน่ายต่ำ ช่วยลดภาษีรถยนต์ที่สามารถเติมน้ำมัน อี85 ลงมาอีก 3% แต่กลับไม่สนับสนุนให้มีปั๊มน้ำมัน อี85 ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ จะเติมกันทีต้องวิ่งรอบกรุงเทพฯ ถึงจะหาปั๊มได้
ยังไม่หมดแค่นั้น รัฐบาลก็ยังไปให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีไฮบริดด้วยการให้สิทธิพิเศษด้านภาษี สรรพสามิต โดยกำหนดอัตราภาษีชิ้นส่วนเครื่องยนต์ไฮบริดเพียง 10% เท่านั้น
เห็นหรือเปล่าครับ ว่านโยบายด้านพลังงานของประเทศไทยนั้นไร้แก่นสารอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนั้น ค่ายรถยนต์ทั้งหลายก็ออกอาการ “เคว้ง” เพราะไม่รู้ว่าจะลงทุนผลิตรถยนต์ที่ตอบสนองพลังงานทดแทนอะไรที่รัฐบาลไทยต้องการสนับสนุนในระยะยาว จะมีก็แต่นโยบายรายวันที่นายกฯ เอาไว้พูดในรายการช่วงเช้าวันอาทิตย์เท่านั้นว่าได้ทำอะไรไปบ้างเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติจริงเป็นอีกเรื่องนึง
ผมเองทำข่าวเกี่ยวกับรถยนต์มาเป็น 10 ปี ยังมองไม่ออกเลยครับว่ารัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยใช้พลังงานทดแทนแบบใด เพราะกวาดมั่วไปหมด ทำให้ไม่มีนโยบายที่สนับสนุนพลังงานทดแทนนั้นๆ อย่างจริงจัง
ซึ่งในส่วนของเอกชนก็เลยจำเป็นต้องดิ้นรนเอาเอง ล็อบบี้เอาเอง อยากได้อะไรก็วิ่งเต้นกับรัฐบาลเอา เพราะรัฐบาลไม่มีสมอง ไม่มีทิศทางของตัวเองว่าจะเอาอย่างไร เหมือนกับในตอนนี้ที่ค่ายรถไหนมีเทคโนโลยีอะไรก็ต้องล็อบบี้ เพื่อให้รัฐบาลกำหนดมาตรการออกมาให้เอื้อประโยชน์กับเทคโนโลยีของตัวเองมากที่สุด
อย่าง วอลโล่ เองต้องยอมรับครับว่าเป็นหนึ่งในค่ายรถยนต์ที่ประกาศตัวออกมาอย่างชัดเจนว่าจะให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนประเภทน้ำมัน อี85 อย่างเป็นทางการ ด้วยการนำรถยนต์ที่สามารถใช้น้ำมัน อี85 เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเป็นรายแรกของประเทศไทย เพื่อแสดงให้รัฐบาลเห็นว่า ในโลกรถยนต์มีรถที่สามารถใช้น้ำมัน อี85 ได้จริง
และเจ้า S80 เครื่องยนต์ 2.5 FT รุ่น Superior ที่สามารถใช้น้ำมัน อี85 ได้ก็มาจอดอยู่หน้าผมแล้วครับ ซึ่งรูปร่างหน้าตานั้นไม่ต้องอธิบายกันมาก ยังคงเป็นไปตามสไตล์ของวอลโว่ คือเป็นเหลี่ยมๆ หน่อย แต่วอลโว่รุ่นใหม่ๆ นี้ความเป็นเหลี่ยมถูกลบให้โค้งมนขึ้นมากครับ แต่ก็ยังคงเป็นวอลโว่ไว้ไม่น้อยทีเดียว
วอลโว่ S80 นั้นเป็นรถซีดาน 4 ประตู ระดับกลาง ที่ให้ความหรูหราและความปลอดภัยกับผู้โดยสารสูงมากรุ่นหนึ่งในตลาดรถยนต์ระดับกลางนี้ ครับผมว่าน่าจะให้ระบบความปลอดภัยสูงที่สุดก็ว่าได้ แต่จะมีอะไรบ้างติดตามกันต่อไปครับ
วอลโว่ S80 เครื่อง 2.5FT คันนี้ ทางวอลโว่เติ่มน้ำมัน อี85 มาให้เต็มถังแล้วครับ ทำให้ผมสามารถลองขับได้เลยว่าเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบแรงดันต่ำ ขนาด 2.5 ลิตร ที่ให้แรงม้า 200 ตัว ที่รอบเครื่องยนต์เพียง 4800 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 300 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ตั้งแต่ 1,500-4,000 รอบต่อนาทีนั้น ทำงานได้เต็มที่หรือเปล่า
ทันทีที่เหยียบคันเร่งออกตัว วอลโว่ S80 คันนี้ก็พุ่งไปข้างหน้าในความเร็วที่พอสมควรครับ ไม่อืดอย่างที่คิดไว้ รอบเครื่องยนต์อยู่ในระดับ 2,000 กว่ารอบในช่วงการขับขี่ ทำให้เห็นว่ารอบเครื่องยนต์ต้องใช้จัดกว่าปกตินิดหน่อย เมื่อต้องการการเร่งแซง ซึ่งการใช้งานในเมืองความเร็วต่ำๆ ขับไปแบบเรื่อยๆ ไม่มีปัญหาอะไรครับ แต่หากต้องใช้ความเร็วมากขึ้น ต้องเหยียบคันเร่งหนักกว่าปกติหน่อย ถึงจะได้อัตราเร่งที่ต้องการครับ
รวมไปถึงในการขับทางไกล ซึ่งต้องใช้ความเร็วสูงกว่า 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จำเป็นต้องลากรอบเครื่องยนต์มากหน่อยครับ การเร่งแซงในความเร็วสูงต้องรอรอบเครื่องยนต์เล็กน้อย หรือถ้าให้ดีคือต้องขับแบบเท้าหนักหน่อยครับ เหยียบหนักๆ หน่อย อัตราเร่งถึงจะมาอย่างที่ต้องการ ซึ่งนั่นหมายความว่าอัตราสิ้นเปลืองเมื่อใช้น้ำมัน อี85 ก็จะต้องเพิ่มตามไปด้วย โดยอัตราการสิ้นเปลืองที่ผมใช้นั้นเฉลี่ยอยู่ประมาณ 7 กิโลเมตรต่อลิตรครับ
และเมื่อผมลองเปลี่ยนไปเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี20 ปรากฏว่าอัตราเร่งดีขึ้นมาพอสมควรครับ เพราะอย่าลืมว่าเครื่อง 2.5 ลิตรเทอร์โบตัวนี้ มีม้าให้ตั้ง 200 ตัวครับ หากอยากได้ม้าครบทั้ง 200 ตัว ก็ต้องน้ำมันเบนซิน 95 กันไปเลยครับ แต่เมื่อมีแอลกอฮอล์มาผสม อัตราเร่งก็ต้องลดลงไปบ้างครับ แต่ก็ไม่ได้ทำให้รำคาญมากนัก เมื่อเทียบกับราคาจำหน่ายที่ต่างกัน แถมยังช่วยลดโลกร้อนได้อีก ก็ถือว่าคุ้มแล้วครับ
อัตราเร่งเมื่อใช้น้ำมัน อี20 ทั้งในความเร็วต่ำและความเร็วสูงนั้นดีขึ้นมาใช้ได้ครับ ไม่ต้องรอรอบเท่าไหร่ นอกจากนี้อัตราการสิ้นเปลืองยังลดลงเหลือประมาณ 8.2 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ก็ต้องแลกกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้นด้วย ส่วนตัวแล้วผมว่าหากเป็นการใช้งานในเมืองเติม อี85 ใช้เป็นประจำได้เลยครับ คุ้มค่าแน่นอน ทั้งราคาน้ำมันที่ถูก และเรื่องของมลพิษที่น้ำมัน อี85 ปล่อยออกมาน้อยกว่าน้ำมันอื่นไม่น้อยทีเดียว แถมการใช้งานแบบเรื่อยๆ ก็พอเพียงแล้วกับอัตราเร่งที่ไม่ได้อืดอย่างที่คิด ยังแซงรถยนต์หลายต่อหลายคันที่วิ่งอยู่ด้านหน้าได้อย่างสบายๆ
แต่เมื่อต้องเดินทางไปต่างจังหวัด หรือหาปั๊ม อี85 เติมไม่ได้ ก็ค่อยเติมน้ำมันอื่นก็สบายใจดีครับ มีให้เลือกได้ว่าจะเติมน้ำมันแบบถูกหรือแบบแพง แล้วแต่เรา
ซึ่งในเรื่องของเครื่องยนต์ผมไม่ติดใจแล้วครับ ผ่านสบายๆ แต่สิ่งที่ถูกใจอีกอย่างคือ เรื่องของเทคโนโลยีใน S80 Superior นั้นเพียบจริงๆ ครับ เริ่มตั้งแต่ระบบจัดการห้องโดยสารที่ปราศจากสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ (CZIP) ที่สามารถกำจัดสิ่งระคายเคืองในอากาศให้กับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินหายใจ
ระบบควบคุมความเร็วคงที่ แบบสามารถตั้งระยะห่างจากรถคันหน้าได้ หรือ ACC ซึ่งระบบนี้ผมเองไม่ได้ลองใช้ครับ เพราะยังไม่ได้ขับทางไกลขนาดนั้น แต่ก็เท่ดีครับ นอกจากนี้ยังมีระบบการเตือนก่อนการชนพร้อมฟังก์ชันช่วยในการหยุดรถ ซึ่งระบบนี้จะทำงานควบคู่ไปกับระบบ ACC คือเมื่อรถเคลื่อนตัวเข้าใกล้รถคันข้างหน้าเกินกว่าระยะห่างที่ผู้ขับขี่จะสามารถหยุดรถได้อย่างปลอดภัย ระบบจะสั่งให้ระบบเบรกทำงานเพื่อช่วยหยุดรถและส่งสัญญาณเสียงพร้อมไฟกะพริบสีแดงที่กระจกบังลมหน้าเพื่อเตือนให้ผู้ขับขี่หยุดรถทันที หากยังไม่มีการเหยียบเบรก ระบบจะสั่งให้ระบบเบรกหยุดรถ และเปิดไฟกะพริบฉุกเฉินทันที
ที่ผมชอบอีกระบบคือ ระบบกล้องและสัญญาณไฟเตือนมุมอับของสายตา หรือ BLIS ที่จะทำงานทันทีที่รถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเกิน 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กล้องดิจิตอลที่อยู่ในกระจกมองข้างจะทำหน้าที่ช่วยดูการจราจรด้านข้าง ด้านหลัง แทนสายตาของเรา หากมีพาหนะใดๆ เคลื่อนเข้ามาในระยะที่เป็นจุดบอด ไฟเตือนจะกะพริบเพื่อบอกทันทีว่ามีพาหนะอยู่ด้านซ้ายหรือด้านขวา ซึ่งช่วยได้อย่างมากครับสำหรับการขับรถในเมืองที่มีมอเตอร์ไซค์ชอบแซงขึ้นมาแบบที่เราไม่ทันเห็น หรืออยู่ในมุมที่กระจกข้างมองไม่เห็น แต่จะมีไฟกะพริบเตือนให้รู้ ซึ่งเด่นมากๆ ผมชอบๆๆ
สนนราคาค่าตัวอยู่ที่ 2.79 ล้านบาท ถือว่าคุ้มค่ามากครับ เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด แค่จำนวนม้าที่อยู่กว่า 200 ตัวก็เหนือแล้วครับ มองไปที่ราคาไม่ถึง 3 ล้านบาท แถมเติมน้ำมัน อี85 ได้อีก ไม่รู้จะบอกว่าคุ้มค่ามากแค่ไหนแล้วครับ







