
ผ่าดีเอ็นเออาเซียน คนแบบไหนไม่ตกยุค
เมื่อพูดถึงการเป็นประชาคมอาเซียน อาจกล่าวได้ว่า นอกจากการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจภาพรวมแล้ว คนไทยยังมีความรู้ด้านสังคม วัฒนธรรมของเพื่อนบ้านในภูมิภาคน้อย และยังปรับตัวเข้ากับความต้องการของอาเซียนได้ไม่ดี สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) จึงได้จัดงานเสวนา “คนแบบไหนที่อาเซียนต้องการ” เพื่อถ่ายทอดความรู้ และร่วมกันจำกัดดีเอ็นเอของคนอาเซียน
เมื่อพูดถึงการเป็นประชาคมอาเซียน อาจกล่าวได้ว่า นอกจากการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจภาพรวมแล้ว คนไทยยังมีความรู้ด้านสังคม วัฒนธรรมของเพื่อนบ้านในภูมิภาคน้อย และยังปรับตัวเข้ากับความต้องการของอาเซียนได้ไม่ดี สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) จึงได้จัดงานเสวนา “คนแบบไหนที่อาเซียนต้องการ” เพื่อถ่ายทอดความรู้ และร่วมกันจำกัดดีเอ็นเอของคนอาเซียน
สุวิทย์ มังคละ นักการทูตชำนาญการ กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ อธิบายว่า คนแบบที่อาเซียนต้องการต้องมี 3 สิ่ง ได้แก่ มีความรู้ มีทักษะ และทัศนคติที่ดี
คนมีความรู้ต้องรู้จุดดี จุดเด่น จุดด้อย และต้องรู้จักเสริมศักยภาพตัวเองและผู้อื่นไปพร้อมกัน อีกทั้งต้องมีทักษะนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ มีทักษะด้านเทคโนโลยี การใช้ภาษา การสื่อสาร และมีทัศนคติที่ดีต่ออาเซียน รู้ประโยชน์ของอาเซียน รู้ว่าจะร่วมมือกันอย่างไร และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
ขณะเดียวกัน ภาษาของชาติอาเซียนจะมีความสำคัญมากขึ้น และมีความต้องการมากในการทำงาน คนที่รู้ภาษาอาเซียนหรือภาษาประเทศเพื่อนบ้านไม่มีทางตกงานแน่นอน
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงหลังจากปี 2558 คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน แต่ไทยจะต้องจับและรับรู้การเปลี่ยนแปลงให้ได้ เช่น นักธุรกิจต้องรับรู้โอกาสทางการค้าที่ขยายตัว นักศึกษาต้องรู้ที่จะแสวงหาโอกาสทางการศึกษาใหม่กับประเทศในอาเซียน หรือพนักงานต้องรับรู้โอกาสในการทำงานในภูมิภาค เป็นต้น ซึ่งพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของอาเซียนคือประชาชนทุกคน
“มองว่า ปี 2558 เป็นปีแห่งการเริ่มต้น การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ก็เรียนรู้ได้ ไม่ใช่แค่เด็กที่จะต้องเรียนรู้อาเซียน แต่ผู้ใหญ่ก็ต้องเรียนรู้เช่นเดียวกัน เช่น บางบริษัทให้พนักงานเรียนภาษาเพื่อนบ้านเพิ่ม”
สำหรับอนาคตหลังปี 2558 อาเซียนจะเดินหน้าไปในทิศทางใดคงขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่ของรัฐบาลแต่ละประเทศ ว่าจะสามารถดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้ลงนามด้วยกันไว้ได้มากน้อยเพียงใด หากทำได้มากอาเซียนก็จะเดินหน้าไปตามพันธสัญญาที่ได้ทำร่วมกันไว้อย่างราบรื่น
ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร ผู้อำนวยการโครงการหลักสูตรนานาชาติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ประสานงานร่วมในโครงการ ASEAN Watch โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย แสดงความคิดเห็นว่า นอกจากเรื่องอาหาร คำทักทาย คนไทยมีความสนใจประเทศเพื่อนบ้านในเชิงลึกน้อยมาก เนื่องจากที่ผ่านมาไทยถูกครอบงำจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ชาติยุโรป และจีน มากเกินไป เพราะไทยมองว่าประเทศเหล่านี้มีความสำคัญต่อไทย แต่กลับลืมประเทศเล็กๆ ในภูมิภาค หรือประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน เพราะคิดว่าไม่มีความสำคัญ
แต่ตอนนี้เมื่อมีการรวมตัวของประชาคมในหลายมิติ การรู้จักและเข้าใจประเทศเพื่อนบ้านให้ดียิ่งขึ้นจึงมีความสำคัญมาก รวมถึงการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงใหม่ที่กำลังเข้ามา เพราะหากไทยไม่ทำความรู้จักเพื่อนบ้านให้ดีขึ้น ก็อาจจะเกิดปัญหาต่อการรวมตัวเป็นประชาคมเดียวกันได้
สิ่งที่ต้องเรียนรู้อย่างแรก คือ การเรียนรู้เรื่องแข่งขัน เพราะคนไทยไม่คุ้นเคยกับการแข่งขัน จึงต้องเปลี่ยนความคิดเพื่อที่จะได้พัฒนาตัวเอง เนื่องจากเมื่อมีการรวมตัวกันจะเกิดโอกาสทางการค้า การลงทุน การทำงาน ซึ่งจะก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมการแข่งขัน อาเซียนจึงต้องการคนที่เข้าใจการแข่งขัน และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ให้ได้
ขณะเดียวกัน ต้องรู้เขา รู้เรา และเรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเรียนรู้อาจเริ่มจากการท่องเที่ยว เช่น ไปเที่ยวสถานที่สำคัญของแต่ละประเทศ เข้าใจความเป็นมาของสังคมในประเทศนั้นๆ และเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน หรือการศึกษาประวัติศาสตร์ประเทศเพื่อนบ้านในเชิงลึก เพื่อให้เข้าใจความเป็นมาเป็นไปของแต่ละประเทศ
“เมื่่อเราเข้าใจประเทศเพื่่อน บ้านมากขึ้น มองอย่างเท่าเทียมกัน จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และไม่เกิดการแบ่งแยกทางสังคม ไม่ใช่รู้จักแค่ประเทศไหนมีเมืองหลวงชื่ออะไร แต่ต้องรู้จักมากกว่านั้น” ม.ล.พินิตพันธุ์ ทิ้งท้าย







