
‘พิรัฐ เย็นสุดใจ’ ลงทุนต้องให้ถูกช่วงอายุ
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ด้านหนึ่งของผู้ชายวัย 37 ปี “พิรัฐ เย็นสุดใจ” เป็นผู้บริหารไฟแรงบริษัทน้องใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ธันเดอร์ (TVT) และยังมีหน้าที่รับผิดชอบหลักในบริษัทย่อย ครีเอทิส มีเดีย ที่ซื้อลิขสิทธิ์รายการต่างประเทศมาออกอากาศ เช่น รายการเทค มี เอ้าท์ รายการแดนซ์ ยัวร์ แฟต ออฟ เต้นเปลี่ยนชีวิต และอีกด้านหนึ่งเขาก็เป็นผู้ลงทุนที่ปล่อยให้เงินเก็บของเขาทำงานในตลาดทุนเช่นกัน
พิรัฐ เล่าว่า ความที่เติบโตและอยู่ต่างประเทศตั้งแต่ 2 ขวบ จึงมีภาพและมองว่าวันหนึ่งต้องลงทุนหุ้นให้ได้ และเมื่อปี 2543 เป็นยุคที่หุ้นสหรัฐเฟื่องฟูมาก ขณะนั้นเขาเรียนด้านการเงินอยู่ปี 3 จึงตัดสินใจนำเงินเก็บ 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3 แสนบาท ไปซื้อหุ้นแบบที่ไม่ได้ศึกษาอะไรมาก เช่น ซื้อ AOL บริษัทบริการอินเทอร์เน็ตและสื่อเทียบเคียงเว็บยาฮู หรือหุ้นตัวอื่น แต่สิ่งได้ที่คือเจ็บตัวและขาดทุนประมาณ 30% จึงหันหลังให้ทันที
ทว่าเขาเพิ่งเริ่มกลับมาลงทุนในตลาดทุนอีกครั้งเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายว่าจะต้องช่วยทั้งในเรื่องการลดภาษีในการลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และก็ต้องเลือกกองที่สามารถให้ส่วนต่างกำไรจากการลงทุนได้ด้วย ซึ่งปัจจุบันมีกองทุนรวม 2 แห่ง ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน และไม่กี่ปีนี้เพิ่มของ บลจ.บัวหลวงไป เขาให้ความสำคัญการเลือกกองทุนคือต้องดูการบริหารกองให้ได้ผลตอบแทนที่ดี ซึ่งการลงทุนจะเป็นการทยอยซื้อเฉลี่ยแต่ละเดือน
ขณะที่เพิ่งกลับมาลงทุนหุ้นอีกครั้งเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่คราวนี้เลือกหุ้นไทยและมีหลักในการลงทุนมากขึ้น โดยเลือกตัวที่เป็นปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก และส่วนใหญ่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆ พร้อมพิจารณาอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) มาประกอบการตัดสินใจเลือกด้วย
หุ้นที่ลงทุนคือบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) ที่เชื่อว่าอย่างไรคนก็ต้องเข้าเซเว่นฯ บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) ชัดเจนเป็นผู้ผลิตทูน่า บริษัท บีอีซี เวิลด์ (BEC) ซื้อก่อนที่จะเริ่มมีทีวีดิจิทัล บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ที่พี/อียังถูกว่าโรงพยาบาลกรุงเทพในตอนนั้น กลุ่มนี้ตั้งใจซื้อแล้วสามารถถือได้นานมากกว่า 2 ปี และเชื่อว่าถ้าเลือกปัจจัยพื้นฐานดี เมื่อช่วงหุ้นตก ทุกอย่างก็สามารถปรับขึ้นมาได้ เพราะปัจจัยพื้นฐานบริษัทไม่ได้เปลี่ยน
เช่นเดียวกัน เมื่อวันที่หุ้นดิ่งภายในครึ่งชั่วโมงไปกว่า 100 จุด วันนั้นก็เป็นวันที่เก็บหุ้นอย่างเดียว อย่างบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) และถือต่อไป 2-3 วัน ได้ส่วนต่างกำไร 35% ก็ขาย
เขาบอกว่า อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีของการลงทุนต้องได้มากกว่า 20% ขึ้นไปทั้งในกองทุนและหุ้น โดยเงินต้นที่เขาลงทุนในหุ้นเมื่อ 2 ปี 11-12 ล้านบาท ผ่านมากว่า 2 ปีพอร์ตเติบโตเป็น 15 ล้านบาท หรือผลตอบแทนกว่า 30% ซึ่งตอนนี้เขาก็ล้างพอร์ตไปหมดแล้วตั้งแเต่เดือน เม.ย. และเลือกกอดเงินสดเพื่อรอช็อปหุ้นยามที่เงินจะไหลกลับไปสหรัฐเมื่อดอกเบี้ยเริ่มทยอยขึ้น
สำหรับมุมมองการลงทุนของเขา คือ ลงทุนให้ถูกกับช่วงอายุ ปัจจุบันช่วงอายุยังไม่ถึง 40 ปี ก็ให้หุ้น 80-90% ของพอร์ต แต่ถ้าอายุมากขึ้นสัดส่วนหุ้นก็จะถูกแทนที่ด้วยตราสารหนี้แทน







