
WHAผนึกทุนญี่ปุ่น
WHA จับมือพันธมิตรจากญี่ปุ่น “เอ็นทีที” เดินหน้ารุกธุรกิจ “ดาต้าเซ็นเตอร์”
WHA จับมือพันธมิตรจากญี่ปุ่น “เอ็นทีที” เดินหน้ารุกธุรกิจ “ดาต้าเซ็นเตอร์”
นพ.สมยศ อนันตประยูร ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัทได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น คือ บริษัท เอ็นทีที ฟาซิลิตี้ (NTT Facilities) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการวางระบบไอทีและดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุน โดย WHA จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ส่วนจะถือเท่าไร จะใช้เงินลงทุนเท่าไร อยู่ในขั้นตอนการศึกษา
คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีนี้
ทั้งนี้ บริษัทร่วมทุนดังกล่าวจะดำเนินธุรกิจให้บริหารด้านระบบฐานข้อมูล (ดาต้าเซ็นเตอร์) โดยบริษัท เอ็นทีที ฟาซิลิตี้ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการด้านการวางระบบฐานข้อมูล รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูล ขณะที่ WHA เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ มีพื้นที่คลังสินค้า รวมถึงอาคารสำนักงานให้เช่าอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพสูง บนพื้นที่กว่า 30 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จนสามารถทำให้เกิดเครือข่ายใยแมงมุมของคลังสินค้าที่ครอบคลุมทั้งหมด ซึ่งจะสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะเป็นคลังข้อมูลดิจิทัล และเป็นแนวโน้มใหม่ของโลก
“การตัดสินใจจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับญี่ปุ่นเกิดขึ้นจากได้เข้าพบ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงถึงความพร้อมและความสนใจเข้าร่วมลงทุนธุรกิจด้านดาต้าเซ็นเตอร์ตอบสนองนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดิจิทัล อีโคโนมี) ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัล (ดิจิทัลฮับ) ในอนาคต”
นางจรีพร อนันตประยูร กรรมการและกรรมการผู้จัดการ WHA กล่าวว่า ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์มีส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนได้ภายใต้นโยบายดิจิทัล อีโคโนมี และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล โดยการกำหนดให้หน่วยงานราชการมาเช่าดาต้าเซ็นเตอร์จากภาคเอกชน โดยรัฐบาลจะให้การสนับสนุนเพิ่มเติมด้วย อาทิ สิทธิประโยชน์จากบีโอไอ การให้ไฟฟ้าราคาต้นทุน
“WHA มีพื้นที่คลังสินค้าในทำเลที่ดี และมีคุณภาพเหมาะแก่การทำดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นศูนย์กลางของการทำธุรกิจของนักลงทุน หรือลูกค้าจากต่างประเทศ ส่วนบริษัท เอ็นทีที ฟาซิลิตี้ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวางระบบไอที มีส่วนแบ่งทางการตลาดด้านดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศญี่ปุ่นสูงถึง 30% การมาร่วมมือกันจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้บริษัทมีธุรกิจที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น ทั้งยังเป็นการช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทยให้เป็นศูนย์กลางของเออีซีได้อีกด้วย”
ทั้งนี้ คาดว่าเมื่อบริษัทร่วมทุนเริ่มดำเนินธุรกิจจะสร้างรายได้ให้กับ WHA ได้ทันที เบื้องต้นคาดว่าบริษัทร่วมทุนจะมีรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท/ปี ขึ้นอยู่กับการเข้าประมูลงานจากรัฐบาลว่าจะมีมูลค่าเท่าใด และในส่วนของการลงทุนเพิ่มนั้นน่าจะมีแน่นอน แต่บริษัทต้องศึกษาโครงสร้างธุรกิจให้แล้วเสร็จก่อน และบริษัทคาดหวังว่าการเข้ามาในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์จะทำให้บริษัทเป็นศูนย์กลาง 4 ธุรกิจ ประกอบด้วย Logistics Hub, Industrial Hub, Utility&Power Hub และ Digital Hub
สำหรับผลดำเนินงานของ WHA ในงวดไตรมาสแรก มีรายได้รวมเฉพาะส่วนผลการดำเนินงานของบริษัท 196.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.5 ล้านบาท หรือ 32% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากบริษัทมีรายได้ค่าเช่าและค่าบริการเท่ากับ 155.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% จาก 116 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมกันนี้บริษัทยังมีรายได้จากอัตราเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น 10.1% รวมถึงค่าบริหารจัดการที่บริษัทได้รับจากการเป็นผู้บริหารทรัพย์สินกองทุน WHAPF กองทรัสต์ WHART และการได้รับค่าธรรมเนียมจากการเป็นผู้จัดการกองทรัสต์ โดยมีรายได้รวม 26.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 ล้านบาท เท่ากับเพิ่มขึ้น 10.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
สำหรับการเข้าไปซื้อหุ้นเหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMARAJ) 92.88% ซึ่งรับรู้รายได้เพียง 15 วัน จำนวน 276 ล้านบาท รายได้ส่วนใหญ่มาจากสาธารณูปโภคที่ถือเป็น Recurring Income ที่สำคัญกว่า 50% และรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ และรายได้ค่าเช่า ค่าบริการ
สำหรับภาพรวมธุรกิจในไตรมาส 2 ยังคงเดินหน้าขยายพื้นที่ให้เช่าคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า รวมถึงโรงงานระดับพรีเมียมเพิ่มอีก โดยในปีนี้ตั้งเป้าการขยายพื้นที่ไว้ที่ 2 แสนตารางเมตร และบริษัทมั่นใจว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตแบบก้าวกระโดดตามเป้าหมายที่บริษัทคาดการณ์ไว้ที่ 1.5-1.6 หมื่นล้านบาทในปีนี้







