posttoday
ผ่าแนวทาง แก้ปัญหาโรฮีนจา

ผ่าแนวทาง แก้ปัญหาโรฮีนจา

22 พฤษภาคม 2558

หลังจากอธิบายเรื่องโรฮีนจาในมุมมองของผมไปแล้ว วันนี้ขอเสนอแนวคิดการแก้ปัญหาดังนี้

โดย...ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลังจากอธิบายเรื่องโรฮีนจาในมุมมองของผมไปแล้ว วันนี้ขอเสนอแนวคิดการแก้ปัญหาดังนี้

การแก้ปัญหาต้องแบ่งออกเป็น 2 วิธีหลักๆ คือ 1) การป้องกัน 2) การปราบปราม สำหรับการป้องกันยังแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนในระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่

1.1 การป้องกันในระยะเร่งด่วนและระยะสั้น ไทยต้องเป็นเจ้าภาพเป็นตัวกลางในการประสานงานและสร้างความร่วมมือกับประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะเมียนมา มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รวมทั้งบังกลาเทศ องค์กรระหว่างประเทศต่างๆ และภาคประชาสังคม NGO ในการป้องกันการอพยพย้ายถิ่นตั้งแต่ต้นทาง ไปสร้างอาชีพ ไปพัฒนาให้ศูนย์ผู้อพยพซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้วในประเทศบังกลาเทศ ถูกปรับปรุงให้อยู่ในเงื่อนไขที่คนที่อยู่ในนั้นสามารถดำรงชีพมีการมีงานทำได้จริงๆ ผลที่จะได้รับคือเป็นการลดจำนวนคนที่อยากออกจากพื้นที่ก่อน เป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม และผลทางอ้อมคือ ไทยจะสามารถทวงคืนบทบาทความเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคในเรื่องสิทธิมนุษยชนครับ

1.2 ในระยะยาว ประเทศไทยคงต้องคำนึงถึงเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีมากขึ้น โดยคงต้องขยายคำจำกัดความให้แรงงานจากบังกลาเทศสามารถเข้ามาจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวในไทยได้เช่นเดียวกับแรงงานเมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา

ทั้งนี้ ต้องมีการพิสูจน์สัญชาติ มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด อย่าลุแก่อำนาจแล้วไปหาผลประโยชน์ รีดนาทาเร้นจากแรงงานต่างด้าวเหมือนที่หลายฝ่ายทำกันอยู่ตอนนี้ ต้องคิดใหม่ว่าเราต้องการคนเหล่านี้เข้ามาแก้ไขปัญหาโครงสร้างประชากร เราต้องการพวกเขาที่เป็นแรงงานวัยฉกรรจ์เข้ามาทำงานในภาคการผลิต เขามาอย่างถูกต้อง มีชีวิตความเป็นอยู่ตามสมควร ได้รับการคุ้มครอง ต้องมีการประกันสุขภาพ และทำงานต้องส่งเงินสมทบกองทุนสวัสดิการสังคมประเภทต่างๆ

ไทยจะได้ประโยชน์จากการที่จะมีเงินไหลเข้ากองทุนเหล่านี้มากขึ้น แก้ปัญหาภาระที่สูงขึ้นเนื่องจากสังคมสูงวัยที่จะมีคนเบิกเงินสวัสดิการออกจากกองทุนเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น และเมื่อพวกเขาทำงานครบตามกำหนดก็ต้องทำให้เขากลับประเทศตามที่กฎหมายกำหนด จากกันด้วยดี กลายเป็นลูกค้าสินค้าส่งออกจากไทยต่อไปในอนาคต เพราะตอนที่มาอยู่บ้านเราก็น่าจะติดความนิยมการกินของไทย ใช้ของไทยไปแล้ว ที่สำคัญเจ้าหน้าที่และนายจ้างของเราต้องอย่าไปรังแกเขา อย่าไปข่มเหง (Abuse) พวกเขา

สำหรับการปราบปราม ผมคิดว่าประเด็นแรก เราต้องทำให้ชัดเจนครับว่าน่านน้ำของไทยอยู่ที่ไหน เขตแดนของไทยอยู่ที่ไหน ถ้าเป็นเรื่องเศรษฐกิจปกติเราจะนึกถึง Exclusive Economic Zone หรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเล เราต้องขีดเส้นให้ชัดเจนจากนั้น

2.1 ถ้าเรือของผู้อพยพยังไม่เข้ามาในน่านน้ำของไทย ถือว่าการละเมิดยังไม่เกิดขึ้น ทหารเรือไทย ภาครัฐและภาคประชาสังคมไทยต้องเข้าไปช่วยเหลือเรื่องอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค ซ่อมแซมเรือ และผลักดันออกไป อย่าให้เข้ามาในน่านน้ำของไทย แต่ต้องแสดงให้เห็นชัดเจนว่าการช่วยเหลือของเราเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม แต่ภาครัฐไม่สามารถจะให้เข้าเมืองผิดกฎหมายได้ จึงต้องผลักดันออกไปตามมาตรฐานสากล เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาและยุโรป ต้องทำงานอย่างโปร่งใส มีการบันทึกภาพเหตุการณ์และเผยแพร่อย่างชัดเจนถูกต้อง เพื่อส่งสัญญาณไปที่ต้นทางว่าอย่าออกมาอีก และต้องทำการผลักดันร่วมกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย เพื่อให้เห็นชัดเจนว่าภูมิภาคนี้ถ้าเข้ามาก็โดนผลักดันออกไป  และเมื่อประกอบกับข้อ 1.1 ถ้าที่บ้านเขามีทางเลือกแล้ว เขาจะไม่ออกมาอีกในระยะยาว

2.2 ถ้าเรือของผู้อพยพเข้ามาในน่านน้ำไทยแล้ว ถือว่าเป็นการเข้าเมืองผิดกฎหมายครับ ต้องควบคุมตัวคนเหล่านี้ จากนั้นต้องมาคัดกรอง สัมภาษณ์ แยกแยะคนเหล่านี้ออกเป็น 3 กลุ่ม

2.2.1 กลุ่มที่เต็มใจเดินทางมาเอง โดยเฉพาะที่มาจากบังกลาเทศ

2.2.2 กลุ่มที่เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์

2.2.3 กลุ่มที่เป็นนายหน้าดำเนินธุรกิจค้ามนุษย์

สำหรับผู้อพยพสองกลุ่มแรก เราต้องช่วยเหลือนำเข้ามาควบคุมตัวไว้ก่อน จากนั้นถ้าเป็นชาวบังกลาเทศซึ่งสามารถส่งกลับได้ เราต้องเร่งส่งกลับ โดยต้องกำหนดกรอบเวลาชัดเจนว่าอยู่ในประเทศไทยได้กี่วัน กี่เดือน กี่ปี แต่ถ้าเป็นกลุ่มที่มีปัญหากับเมียนมา ต้องเร่งส่งต่อไปยังประเทศที่สามที่เขายอมรับครับ โดยอาจต้องใช้ความร่วมมือในกรอบอาเซียน เพราะบางประเทศ เช่น กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ได้ลงนามในอนุสัญญาเรื่องสถานะของผู้อพยพลี้ภัย และเขาก็บอกออกมาแล้วว่าเขายอมรับผู้อพยพ และแน่นอนประเทศในตะวันตกและองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งภาคประชาสังคม ถ้าต้องการให้เราช่วยเหลือดูแลผู้อพยพเหล่านี้ ก็ต้องยอมรับคนเหล่านี้ไปประเทศของตัวเองด้วย ต้องส่งเงินมาช่วยเหลือ ทั้งองค์กรระหว่างประเทศ สหรัฐ ยุโรป และออสเตรเลีย และภาคประชาสังคม

สำหรับกลุ่ม 2.2.3 จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ลงโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในขั้นที่สูงที่สุด เพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง และส่งสัญญาณให้คนอื่นๆ ไม่กล้ากลับเข้ามาทำอีก สำหรับคนพวกนี้ดูง่ายๆ ครับ ใครที่อยู่ในเรือแล้วพูดไทยได้ พูดภาษาอังกฤษได้ ให้พิจารณาตัวไว้ก่อน คนที่มีโทรศัพท์มือถือในเรือ พวกนี้ต้องจับตาดูไว้ และใช้วิธีการสอบสวนคัดกรองให้ได้ว่าใครเป็นเหยื่อ ใครเป็นนายหน้าค้ามนุษย์

ขอเสนอไว้เป็นแนวทางแบบนี้ครับ อาจจะสรุปเป็น Flow Chart ได้อย่างที่เห็นครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน