
มาเลเซียดึงลงทุนปี’58 แจกสิทธิประโยชน์4กลุ่ม
มาเลเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งในอาเซียน ที่ไม่ใช่ตัวเลือกแรกๆ ในสายตานักลงทุนไทย หลายรายให้เหตุผลว่า มาเลเซียมีคู่แข่งทั้งต่างชาติและท้องถิ่นจำนวนมาก
มาเลเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งในอาเซียน ที่ไม่ใช่ตัวเลือกแรกๆ ในสายตานักลงทุนไทย หลายรายให้เหตุผลว่า มาเลเซียมีคู่แข่งทั้งต่างชาติและท้องถิ่นจำนวนมาก
อย่างไรก็ดี หากมองในอีกมุมหนึ่ง มาเลเซียเป็นประเทศที่มีความพร้อมรองรับนักลงทุน มีกฎระเบียบด้านต่างๆ ชัดเจนที่สุดประเทศหนึ่งของภูมิภาค จากการจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ ประจำปี 2558 โดยธนาคารโลกพบว่ามาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 18 จากการจัดอันดับกว่า 180 ประเทศทั่วโลก ความยากง่ายในการเริ่มต้นธุรกิจอันดับที่ 13 ของโลก ที่สำคัญมาเลเซียยังมีชายแดนบางส่วนติดกับไทยด้วย
ล่าสุด ในปีงบประมาณ 2558 มาเลเซียยังเร่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยให้สิทธิประโยชน์รูปแบบใหม่ หวังจูงใจนักลงทุนต่างชาติ พร้อมทั้งสร้างรายได้ การจ้างงาน ก่อให้เกิดการพัฒนามาเลเซียสู่วิสัยทัศน์ประเทศรายได้สูงในปี 2563
ข้อมูลจาก Malaysian Investment Development Authority (MIDA) หน่วยงานหลักด้านการลงทุนของมาเลเซีย ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2558 กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ (MITI) ของมาเลเซีย ได้แบ่งเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.สิทธิประโยชน์สำหรับพื้นที่ที่มีการพัฒนาน้อย 2.สิทธิประโยชน์สำหรับการจัดการพื้นที่อุตสาหกรรม 3.ค่าเสื่อมในการนำเครื่องจักรเข้าไปใช้ทดแทนคนในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น และ 4.สิทธิประโยชน์สำหรับการจัดตั้งสำนักงานระดับโลกหรือระดับภูมิภาค
เริ่มจากสิทธิประโยชน์สำหรับพื้นที่ที่มีการพัฒนาน้อย ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด เพราะมีสิทธิเลือกระหว่างการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 100% นานสูงสุด 15 ปี แบ่งเป็นระยะละ 5 ปี 3 ระยะ หรือการยกเว้นภาษีการลงทุน 100% ของรายจ่ายฝ่ายทุนที่เกิดขึ้นในช่วง 10 ปีแรก
อย่างไรก็ดี รัฐบาลมาเลเซียไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าพื้นที่ใดในมาเลเซียถือเป็นพื้นที่ที่มีการพัฒนาน้อย ดังนั้น การพิจารณาสถานที่ลงทุนว่าจะขอรับสิทธิประโยชน์ได้หรือไม่นั้น จะยึดจากการปรึกษาหารือระหว่าง MIDA และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้นๆ
ขณะที่สิทธิประโยชน์สำหรับการจัดการพื้นที่อุตสาหกรรมนั้น ปัจจุบันมาเลเซียมีนิคมอุตสาหกรรมมากถึง 595 แห่ง จนเกิดปัญหาจำนวนมากเกินความต้องการของนักลงทุน ขณะเดียวกัน แม้จะมีจำนวนมากแต่ไม่ได้ตอบโจทย์นักลงทุนเท่าที่ควร บางแห่งขาดการดูแลรักษาโครงสร้างพื้นฐาน เพราะหน่วยงานท้องถิ่นไม่มีงบสนับสนุน
ทั้งนี้ ผู้ที่จะขอรับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว จะต้องบริหารจัดการ ปรับปรุง และบำรุงรักษา ถนน ไฟถนน สิ่งอำนวยความสะดวกในนิคมอุตสาหกรรม ภูมิทัศน์ กระบวนการจัดการของเสียในภาคอุตสาหกรรม ระบบฐานข้อมูลโครงการ สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ ได้แก่ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปีนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ
กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มค่าเสื่อมในการนำเครื่องจักรเข้าไปใช้แทนคนในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เนื่องจากมาเลเซียต้องการสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมหันมาใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มากขึ้น จึงมีนโยบายสนับสนุนสิทธิประโยชน์ดังกล่าว แบ่งเป็น 2กลุ่มย่อย ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้น คือ อุตสาหกรรมยาง อุตสาหกรรมพลาสติก อุตสาหกรรมไม้ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และอุตสาหกรรมสิ่งทอ จะได้รับค่าเสื่อม 200%บนฐานการใช้จ่าย 4 ล้านริงกิต (37.25 ล้านบาท) ระหว่างปีประเมินภาษี 2558-2560
อีกกลุ่มย่อยหนึ่ง คือกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ จะได้รับค่าเสื่อม 200% บนฐานการใช้จ่าย 2 ล้านริงกิต (18.62 ล้านบาท) แรก ภายในปีประเมินภาษี 2558-2563
ด้านสิทธิประโยชน์สำหรับการจัดตั้งสำนักงานระดับโลกหรือระดับภูมิภาคนั้น รัฐบาลมาเลเซียเพิ่งประกาศสิทธิประโยชน์ใหม่เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อผลักดันให้มาเลเซียกลายเป็นศูนย์กลางสำนักงานปฏิบัติการธุรกิจระดับภูมิภาค และระดับโลกขององค์กรต่างๆ
สำหรับกลุ่มดังกล่าวจะมีประเภทธุรกิจที่สนับสนุนโดยเฉพาะ เช่น ธุรกิจวิจัยการตลาด บริการโลจิสติกส์ การจัดหาและจัดจำหน่าย ธุรกิจโมเดลใหม่ โดยกลุ่มดังกล่าวจะได้รับสิทธิประโยชน์ในลักษณะ Tiered Tax Rate โดยภาษีจะค่อยๆ ลดลงจาก 10% ขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายของธุรกิจ ปริมาณการจ้างงานคนท้องถิ่น จำนวนประเทศที่ธุรกิจดูแลครอบคลุม รวมถึงจะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า การบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศมีความยืดหยุ่น สนับสนุนการค้านอกฝั่งเต็มรูปแบบ
ข้อมูล ณ สิ้นปี 2557 ของ MIDA ระบุว่า ปัจจุบันมีโครงการสำนักงานปฏิบัติการระดับภูมิภาคที่ได้รับการอนุมัติจัดตั้งในมาเลเซียแล้ว 3,527 โครงการ
ในปี 2557 มาเลเซียอนุมัติโครงการลงทุนจากต่างประเทศเฉพาะที่เป็นโครงการภาคการผลิตไปมากถึง 3.96 หมื่นล้านริงกิต หรือราว 3.68 แสนล้านบาท โดยญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนมากที่สุด ราว 1 ใน 3 ของโครงการภาคการผลิตทั้งหมด ตามด้วยสิงคโปร์ จีน เยอรมนี และเกาหลีใต้







