
ต้องปรับตัว
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลิวมีโอกาสได้ไปเปิดหูเปิดตางานด้านเศรษฐกิจการเงินที่สิงคโปร์งานหนึ่งมา บรรยากาศก็คึกคักตามสไตล์งานคนแบงก์มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกัน พูดคุยกันถึงโอกาสและความเสี่ยงของภาคการเงินการธนาคาร
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลิวมีโอกาสได้ไปเปิดหูเปิดตางานด้านเศรษฐกิจการเงินที่สิงคโปร์งานหนึ่งมา บรรยากาศก็คึกคักตามสไตล์งานคนแบงก์มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกัน พูดคุยกันถึงโอกาสและความเสี่ยงของภาคการเงินการธนาคาร
น่าสนใจว่าในแง่ความเสี่ยงนั้น นายแบงก์ระดับภูมิภาคเหล่านี้เขาไม่ได้กลัวเรื่องความเสี่ยงจากเศรษฐกิจซบกันเท่าไหร่ เพราะรู้กันดีอยู่ว่าวัฏจักรเศรษฐกิจมีขึ้นมีลง ช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไม่ดี การค้าซบเซา รายได้ก็ย่อมหด แต่หลังจากนี้เมื่อเศรษฐกิจโลกทยอยฟื้นตัวดีขึ้น กำไรก็จะกลับมาเอง
แต่ที่เขาดูกังวลกันมากกว่าก็คือ “การปรับตัวไม่ทัน ที่ทำให้ต้องพลาดโอกาสไป”
ตัวอย่างที่หยิบยกมาก็คือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมไปถึงกลุ่มธุรกิจที่เพิ่งตั้งต้น (สตาร์ทอัพ)
ธุรกิจกลุ่มนี้มักอยู่ในสถานะลูกเมียน้อยมาตลอด ไม่มีหลักประกันหรือเครดิตดีพอจะไปขอกู้เงินจากแบงก์ เผลอๆ แม้แต่นันแบงก์ก็ยังไม่ได้ เนื่องจากแบงก์ไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงสูง ทำให้คนทำมาค้าขายเล็กๆ มักตกเป็นเหยื่อของพวกเงินกู้นอกระบบ ส่วนพวกสตาร์ทอัพก็อาจต้องทิ้งฝันลง
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเข้ามาขอแหล่งเงินทุนทางเลือกใหม่ เช่น P2P/Crowdfunding/Venture Capital/Angel Investor และ Microfinance ที่เริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็วในเอเชีย หลังจากที่ประสบความสำเร็จในฝั่งตะวันตกมาแล้ว ได้ทำให้ธุรกิจพวกนี้มีที่พึ่งใหม่อีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าทำให้แบงก์พลาดโอกาสของธุรกิจกลุ่มนี้ไปด้วยเช่นกัน
ทุกวันนี้ อีคอมเมิร์ซเติบโตไปทั่วโลก แต่แบงก์ก็พลาดโอกาสในการปรับตัวทำให้สูญเสียโอกาสไปให้กับธุรกิจชำระเงินออนไลน์ รวมไปถึงบริษัทโทรคมนาคม (เทลโก) ที่ลงมาเล่นด้วย แว่วมาว่าแม้แต่เสิร์ชเอนจิ้นรายใหญ่อย่าง กูเกิล ก็มีข่าวเตรียมมาเล่นในอีคอมเมิร์ซกับเขาด้วยเหมือนกัน
นายแบงก์พวกนี้ส่ายหัวบอกว่า ถ้าไม่เร่งปรับตัวมีหวังแบงก์ยิ่งดำดิ่งสู่ขาลง เพราะทุกวันนี้พวกบริษัทขนาดกลาง-ใหญ่ ก็มีทางเลือกในการระดมทุนผ่านตลาด แบงก์จึงไม่ใช่ทางเลือกเดียวของภาคธุรกิจอีก
ดูแล้วก็นึกถึงงานของมาสเตอร์การ์ดที่สิงคโปร์เมื่อปีก่อน แม้จะเป็นบริษัทบัตรเครดิตรายใหญ่ระดับท็อปของโลก แต่ก็ต้องทุ่มงบประมาณปีละนับสิบล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อหานวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะปรับช้ายิ่งเสียเปรียบ ยิ่งปรับช่วงโค้งสุดท้ายยิ่งเสี่ยงสูญพันธ์ุ เหมือนที่ยักษ์ใหญ่ๆ ของโลกนักต่อนักต้องล้มกันมาแล้ว







