
ยุทธศาสตร์น้ำ ‘คสช.’ นับหนึ่งใหม่-ชาวบ้านต้องเอาด้วย
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
แม้ว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2558-2569 ภายใต้ 6 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค 2.ความมั่นคงภาคการผลิตทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม 3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 4.การจัดการคุณภาพน้ำ 5.การอนุรักษ์ ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและการพังทลายของดิน และ 6.ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ
พร้อมทั้งกำหนดแผนดำเนินการระยะเร่งด่วน คือ ช่วงปี 2558-2559 แผนการดำเนินการระยะกลาง คือ ปี 2560-2564 และระยะยาว คือตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป
แต่ปรากฏว่าเนื้อหายุทธศาสตร์น้ำฉบับนี้ต่างจากยุทธศาสตร์น้ำฉบับที่ผ่านมาๆ คือ ไม่กำหนดโครงการและวงเงินลงทุน แม้ว่าจะประเมินคร่าวๆ ว่าอยู่ที่ 9 แสนล้านบาท
“สาเหตุที่ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2558-2569 ที่ ครม.เห็นชอบ ไม่มีการระบุชื่อโครงการ เนื่องจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.)ได้เสนอว่าไม่ต้องการให้ผูกมัดโครงการไว้ เพราะโครงการที่กรม ชลประทานเสนอมา บางโครงการชาวบ้านไม่เห็นด้วย” สุวัฒนา จิตตลดากร นักวิชาการคณะวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะคณะอนุกรรมการฯ ภายใต้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน กล่าวกับ “โพสต์ทูเดย์”
อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์น้ำฉบับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำในแต่ละยุทธศาสตร์ อาทิ ยุทธศาสตร์การจัดหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค กำหนดเป้าหมายจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมอีก 8,260 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ภายในปี 2570 จากปัจจุบันที่มีความต้องการใช้น้ำปีละ 6,990 ล้าน ลบ.ม.
ขณะที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงน้ำด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมระยะ 10 ปี มีเป้าหมายพัฒนาแหล่งน้ำและจัดหาน้ำอย่างน้อย 1,400 ล้าน ลบ.ม. เช่น ลงทุนโครงข่ายน้ำในลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำวัง โตนเลสาบ ลุ่มน้ำมูล สะแกกรัง ท่าจีน ลุ่มน้ำโขงทั้งตอนเหนือและตอนล่าง ลุ่มน้ำยม และลุ่มน้ำเจ้าพระยา การขุดบ่อน้ำในไร่นาเพิ่มอีก 2.7 แสนบ่อ การพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ เช่น อ.แม่สอด จ.ตาก ด่านสะเดา จ.สงขลา รวมถึงจัดหาน้ำสำหรับแหล่งท่องเที่ยว เช่น เกาะช้าง เกาะสมุย เป็นต้น
อีกทั้งมีแผนผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังภาคตะวันออก โดยทำโครงการผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านคลองพระองค์ไชยานุชิต ไปเขื่อนทดน้ำบางปะกงและเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำบางพระประมาณปีละ 70 ล้าน ลบ.ม.
สำหรับยุทธศาสตร์การป้องกันอุทกภัยจะกำหนดพื้นที่รับน้ำนองไม่น้อยกว่า 3,000 ล้าน ลบ.ม. โดยให้ศึกษาพื้นที่ใน จ.นครสวรรค์ ลงทุนโครงการผันน้ำ เช่น โครงการ ผันน้ำบางบาล-บางไทร และการผันน้ำในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออก ตลอดจนปรับปรุงทางระบายน้ำในชุมชนที่มีความเสี่ยง เช่น พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปราจีนบุรี นครศรีธรรมราช หาดใหญ่ และชุมพร โดยมีเป้าหมายป้องกันพื้นที่เมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ 185 แห่ง
นอกจากนี้ ในส่วนยุทธศาสตร์ที่เหลือ เช่น ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูป่าอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำ ตั้งเป้าฟื้นฟูพื้นที่ป่า 4 ล้านไร่ และป้องกันการพังทลายของดิน 40 ล้านไร่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ลุ่มน้ำยม น่าน ป่าสัก และลุ่มน้ำสาละวิน ขณะที่ยุทธศาสตร์ด้านการจัดการคุณภาพน้ำ จะเน้นเรื่องการผลักดันน้ำเค็มไม่ให้รุกเข้ามายังแหล่งผลิตน้ำประปาของการประปานครหลวง (กปน.) และเพิ่มระดับการกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำสำคัญทั่วประเทศ เป็นต้น
สุวัฒนา ยอมรับว่า แม้ยุทธศาสตร์ น้ำฉบับนี้ ประชาชนอาจจะรู้สึกว่า “อ่านแล้วจับต้องไม่ได้” เพราะไม่รู้ว่าจากนี้ไปประเทศไทยจะมีการดำเนินการโครงการอะไรบ้าง อยู่ที่ไหน โครงการป้องกันน้ำท่วมจะเป็นอย่างไร ซึ่งต่างจากยุทธศาสตร์ 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่จะมีชื่อโครงการมาให้ประชาชนเห็น แม้ว่าหลายๆ โครงการจะยังไม่มีการศึกษาผลกระทบ และบางโครงการประชาชนไม่เห็นด้วยก็ตาม เนื่องจากรัฐบาลทหารไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง
“แม้จะโละภาคผนวกของกรมชลประทานออกไปแล้ว แต่ผมก็ยอมรับว่าในเมืองไทยหาก จะทำโครงการแหล่งน้ำอะไร ก็คงหนีไม่พ้นรายชื่อโครงการที่กรม ชลประทานศึกษาโครงการไว้ เพราะประเทศไทยมีเท่านี้ แต่สิ่งที่แตกต่างกัน คือ การลงทุนโครงการตามยุทธศาสตร์น้ำฉบับใหม่ จะไม่ใช่โครงการที่กรมชลประทานไปจิ้มว่าจะเอาโครงการนั้นโครงการนี้ แต่ทุกโครงการต้องศึกษาความเป็นไปได้ และต้องถามความเห็นจากประชาชนว่าเอาหรือไม่” สุวัฒนา ระบุ
สุวัฒนา ทิ้งท้ายว่า “แม้เงินลงทุนโครงการน้ำจะไม่หนีกันเท่าใดนัก แต่สิ่งต่างกันคือ ทุกโครงการจะต้องเริ่มนับหนึ่ง โดยการถามความเห็นประชาชนก่อน”







