
ปฏิรูปภาษีสักที (1)
เรื่องใหญ่ที่เอสเอ็มอีต้องเงี่ยหูติดตามกันขณะนี้ คือ การที่กรมสรรพากรจะจับมือกับหอการค้า สภาอุตฯ และสภาธุรกิจเอสเอ็มอี ดึงเอาเอสเอ็มอีมาขึ้นทะเบียนและบอกว่าจะจัดทำบัญชีเงินได้เพียงบัญชีเดียวแลกกับการที่กรมสรรพากรจะไม่ตามจิก ตามรีดภาษีอีกต่อไป โดยมีเป้าหมายว่าจะเพิ่มเอสเอ็มอีที่เสียภาษีให้เพิ่มขึ้นหลังจากที่ทำมาหลายปีมีผู้เสียภาษีแค่ 3-4 แสนรายเท่านั้น
เรื่องใหญ่ที่เอสเอ็มอีต้องเงี่ยหูติดตามกันขณะนี้ คือ การที่กรมสรรพากรจะจับมือกับหอการค้า สภาอุตฯ และสภาธุรกิจเอสเอ็มอี ดึงเอาเอสเอ็มอีมาขึ้นทะเบียนและบอกว่าจะจัดทำบัญชีเงินได้เพียงบัญชีเดียวแลกกับการที่กรมสรรพากรจะไม่ตามจิก ตามรีดภาษีอีกต่อไป โดยมีเป้าหมายว่าจะเพิ่มเอสเอ็มอีที่เสียภาษีให้เพิ่มขึ้นหลังจากที่ทำมาหลายปีมีผู้เสียภาษีแค่ 3-4 แสนรายเท่านั้น
ผมว่าเรื่องนี้กรมสรรพากรต้องหาคำตอบให้ได้ว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้ประกอบการธุรกิจและเอสเอ็มอีที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 3-4 ล้านราย แต่กลับมีนิติบุคคลที่จดทะเบียนและเสียภาษีให้หลวงแค่ 3-4 แสนราย
ผมไปตรวจสอบข้อมูลจากกรมสรรพากรก็ตกตะลึง เพราะประเทศไทยมีมนุษย์เงินเดือนรวมทั้งสิ้นกว่า 5.7 ล้านคน มีผู้ประกอบการค้าบริการและอาชีพอิสระอีก 21 ล้านคน แต่เชื่อมั้ยว่ามีผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีที่แล้ว 10.59 ล้านคน แต่มีผู้เสียภาษีจริงแค่ 3.25 ล้านคนเท่านั้น และมีคนที่เสียภาษีสูงสุดแค่ 24,709 คน น้อยจริงๆ ส่วนนิติบุคคลนั้นมีผู้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีรวม 502,186 ราย
คิดเป็นเพียงแค่ 25% ของบริษัทจดทะเบียนเท่านั้น
นั่นสะท้อนอะไร สะท้อนว่าประสิทธิภาพในการขยายฐานภาษีของประเทศนี้ตกต่ำเอามากๆ ถ้าเป็นพนักงานบริษัท บริษัทเอกชน การดำเนินงานของแผนกนี้ถูกประเมินว่าสอบตกและตกอยู่ในข่ายที่ต้องปรับปรุงขนานใหญ่
แต่สำหรับการดำเนินงานของภาครัฐกรมสรรพากรกลับได้เลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่ง ขึ้นเงินเดือนที่ดีทุกคน ไม่เชื่อไปตรวจสอบได้ ผมรับประกันซ่อมฟรีว่าผลตอบแทนดีกว่าข้าราชการที่อื่นจริงๆ
มาวิเคราะห์กันถึงปัญหาที่ทำให้จำนวนผู้เสียภาษีของเราน้อย ผมว่าเกิดขึ้นจาก 3-4 เรื่องใหญ่ นอกเหนือจาก “ประสิทธิภาพของกรมสรรพากร” ที่กล่าวมาข้างต้น
1.อัตราภาษีของประเทศไทยจัดเก็บสูงเกินไป
2.การหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนภาษีที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกับบรรดามนุษย์เงินเดือนกับนิติบุคคล
คนธรรมดาเสียภาษีสูงถึง 35% นิติบุคคลเสียภาษี28% แต่นิติบุคคลกลับหักลดหย่อนภาษี หักค่าใช้จ่ายจิปาถะที่สูงกว่าคนธรรมดา นี่ผมยังไม่นำภาษีแวตที่เราเสียทุกบาททุกสตางค์จากการซื้อสินค้าและบริการนะครับ เราเสียภาษีให้รัฐสูงที่สุด ถ้านำต้นทุนแวต 7% มาบวกเข้ากับภาษีบุคคลธรรมดา
3.ระบบการตรวจสอบของหน่วยงานจัดเก็บภาษีไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะเพิ่มปริมาณผู้เสียภาษีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
มีการติดตามการขาย การซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งในรูปของ B2C และ C2C ผมว่ายังไม่ครอบคลุม มีการติดตามการเก็บภาษีกลุ่มการซื้อขายสินค้าตามแนวชายแดนมากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่ายัง...เมื่อเทียบกับสัดส่วนการค้าชายแดนที่โตเอาๆ แต่ภาษีเรากลับรั่วไหล
ที่หนักหนาสาหัสกว่านั้นคือ หน่วยงานจัดเก็บภาษีขาดการติดตามตรวจสอบผู้หนีภาษีอย่างเกาะติดเอาจริงเอาจังและเป็นภารกิจพิเศษ ผมว่าที่ทำอยู่ในตอนนี้ส่วนใหญ่เป็นการตรวจจับผิดกับบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลในระบบภาษีเดิมอยู่แล้วนั่นแหละ นี่จึงเป็นตัวบ่งบอกว่าที่ขยายฐานภาษีออกไปไม่ได้ เพราะสรรพากรไม่ได้ขยายออกไป
ไหนๆ ก็กำลังปฏิรูปประเทศกันทั้งที ปฏิรูปภาษีด้วยสิทั่นผู้นำ เอาให้ครบวงจรไปเลยว่าจะปฏิรูปภาษีอะไรบ้าง ประชาชนจะได้เห็นว่าเขาเสียอะไรเพิ่ม และได้อะไรเพิ่ม
ส่วนจะทำกันอย่างไร ผมจะแจกแจงคราวหน้าครับ







