
ทายาท ‘เอฟเอ็น เอ๊าท์เลท’ ต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจให้เติบใหญ่
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
“การเข้ามาบริหาร เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท ไม่ได้มองว่าจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงในรูปแบบใด แต่ต้องการสร้างความเข้มแข็ง และทำให้รายได้ของบริษัทเติบโต” นี่คือวิชั่นของเจเนอเรชั่น 2 ของตระกูล “ส่งวัฒนา” ที่เข้ามาสานต่อธุรกิจจากผู้เป็นพ่อ “ปรีชา ส่งวัฒนา”
เบญจ์เยี่ยม ส่งวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเสื้อผ้า เอฟเอ็น เอ๊าท์เลท เปิดเผยว่า ธุรกิจเอาต์เลต ของครอบครัวเกิดขึ้นพร้อมกับการเปิดท้ายขายของ หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 ทำให้ผู้ประกอบการต้องการมีช่องทางจำหน่ายสินค้าราคาถูก โดยนำสินค้าที่ไม่ได้สร้างยอดขายในห้างสรรพสินค้ามาจำหน่ายในเอาต์เลต
ต่อมายุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป ทำให้การเปิดท้ายขายของค่อยๆ เสื่อมความนิยมไป ขณะที่เอาต์เลตยังยืนหยัดอยู่ได้ ด้วยจุดขายที่จำหน่ายสินค้าราคาถูกกว่า 50-70% และสินค้ามีคุณภาพตอบโจทย์ลูกค้าได้
“ผมเข้ามาบริหารธุรกิจร่วม 7-8 ปี เรียนรู้ระบบการทำงาน ตั้งแต่บัญชี การเงิน และกลุ่มสินค้าเมอร์ชั่นไดซ์์ต่อด้วยการทำตลาด เพราะการจะเป็นนักธุรกิจที่ดีได้นั้น ต้องรู้ระบบการทำงานทั้งหมดจะมีความได้เปรียบมากกว่า”
หลังจากเข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ได้ปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจใหม่ในรอบ 17 ปี โดยรวบบริษัทต่างๆ มารวมไว้ภายใต้ เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท จากเดิมแยกการบริหารทั้งหมด เพื่อทำให้การบริหารมีความง่ายมากขึ้นและเพื่อทำให้ธุรกิจเติบโต ยังมองถึงขยายธุรกิจใหม่ โดยใช้เอฟเอ็นเป็นแม่บท เพราะเชื่อว่ายังเป็นธุรกิจที่สามารถต่อยอดให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ได้
สำหรับเอฟเอ็น เอ๊าท์เลท ในคำจำกัดของเบญจ์เยี่ยม เชื่อว่าเป็นค้าปลีกอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งขณะนี้กำลังมองโอกาสเซ็กเมนต์เอาต์เลตให้เจอ และทำให้กลุ่มคนที่เข้ามาเดินเอาต์เลตเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น
ไม่ใช่มาเอาต์เลตเพราะต้องการซื้อ
สินค้าราคาถูกเพียงอย่างเดียว ซึ่งเอฟเอ็นได้วางแผนนำธุรกิจใหม่เข้าไปเสริมในเอาต์เลตเพิ่ม เช่น การเปิดร้านอาหาร การแตกไลน์ทำเครื่องสำอางเอง เป็นต้น
การปลุกปั้นเอฟเอ็น เอ๊าท์เลท ให้มีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับต่างประเทศ มีแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมากมายนั้น สำหรับในไทยก็ถือว่าเป็นเรื่องยาก เพราะข้อจำกัดอากาศเมืองไทยร้อน ทั้งยังต้องสร้างทัศนคติของคนไทยใหม่ ที่คิดว่าเอาต์เลตไม่ได้เป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมายที่ต้องการไป แต่เป็นเพียงแค่ทางผ่านในสถานที่ท่องเที่ยว และลูกค้ารู้สึกว่าในเมื่อมาแล้วก็แวะลงดูสินค้าสักหน่อย
ดังนั้น หากสามารถทำเอาต์เลตขนาดใหญ่ที่รวมแบรนด์ชั้นนำสามารถแจ้งเกิดในไทยได้ นอกจากจะเป็นแหล่งช็อปปิ้งของคนไทยแล้ว ยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ขยายตัว เพราะในตลาดต่างประเทศ เมืองท่องเที่ยวที่สำคัญส่วนใหญ่มีเอาต์เลตเป็นแม่เหล็กช่วยดูดดึงเงินเข้าประเทศได้อีกทาง
“ขณะนี้รายได้เราอยู่ในระดับกว่า 1,000 ล้านบาท เป้าหมายของเจเนอเรชั่นที่ 2 จะทำอย่างไรให้รายได้เติบโตมากขึ้น ผมมองถึงการปลุกปั้นเอฟเอ็น เอ๊าท์เลท ขยายตลาดต่างประเทศ หรือทำให้อยู่ในระดับอาเซียน พร้อมกับการสร้างแบรนด์สินค้าเอฟเอ็น กลุ่มเสื้อผ้า กลุ่มเครื่องนอนและเฟอร์นิเจอร์ และอื่นๆ เพื่อเปิดตลาดต่างประเทศ”
นอกจากมีประสบการณ์ทำธุรกิจเอาต์เลตแล้ว เบญจ์เยี่ยมยังได้ตัดสินใจโดดลงสู่ธุรกิจร้านอาหารอย่างเต็มตัว ด้วยการปลุกปั้นร้านขนมจีนบางกอกขึ้นมา กระทั่งปัจจุบันมี 7 สาขา อีกทั้งยังเปิดร้านอาหารซูเซ็ท เข้ามาเสริมในเอฟเอ็นเอ๊าท์เลท อีกด้วย
สำหรับเหตุผลที่เข้ามาทำธุรกิจร้านอาหาร เพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก เพราะเป็นสินค้าปัจจัย 4 หรือพื้นฐานของมนุษย์ที่ต้องกินต้องใช้ ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม และของกิน
อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์การทำธุรกิจที่แตกต่างกัน พบว่าหัวใจของความสำเร็จของทั้งสองธุรกิจนี้ก็มีความแตกต่างกันด้วย นั่นคือ ธุรกิจอาหารต้องอร่อย ถูกปาก สะอาด หรือเรียกว่าต้องถูกปากผู้บริโภค
ขณะที่ธุรกิจเอาต์เลต สินค้าต้องมีความคุ้มค่าและแฟชั่นจะต้องทำให้ถูกใจลูกค้า เพราะผู้ที่มาเอาต์เลตส่วนใหญ่ต้องการสินค้าราคาถูกเป็นปัจจัยหลัก
ด้วยจุดแข็งของเอฟเอ็น เอ๊าท์เลท เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า ส่งออกอยู่แล้ว หากจะก้าวสู่ตลาดต่างประเทศคงไม่ใช่เรื่องยากมากนัก







