posttoday
ให้ความรู้การเงิน สู้หนี้ครัวเรือน

ให้ความรู้การเงิน สู้หนี้ครัวเรือน

08 พฤษภาคม 2558

ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยที่อยู่ในระดับสูงจนใกล้เขตอันตราย ยังคงเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจไทยอยู่ โดยภาคเหนือไม่ได้เป็นภาคที่มีหนี้มากที่สุด ระดับหนี้และสัดส่วนรายจ่ายต่อรายได้ต่ำสุดเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ

ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยที่อยู่ในระดับสูงจนใกล้เขตอันตราย ยังคงเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจไทยอยู่ โดยภาคเหนือไม่ได้เป็นภาคที่มีหนี้มากที่สุด ระดับหนี้และสัดส่วนรายจ่ายต่อรายได้ต่ำสุดเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ

ธนาคารแห่งประเทศไทย สาขาภาคเหนือ ระบุว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของภาคเหนือต่อรายได้ปัจจุบัน พบว่าอยู่ในระดับ 87.2% เป็นการก่อหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคเพิ่มสูงขึ้นมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม เพราะอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในระยะต่อไปได้

สาเหตุที่ครัวเรือนในภาคเหนือสูงขึ้น เป็นเพราะปัญหารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย โดยเฉพาะครัวเรือนที่ก่อหนี้อุปโภคบริโภค ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีรายได้ประจำแต่ไม่สูงมากนัก อาทิ ลูกจ้างภาครัฐและเอกชน และคนงานด้านการผลิต ซึ่งอยู่ในวัยเริ่มต้นทำงานและการศึกษาไม่สูง

สถานการณ์และปัญหาหนี้ครัวเรือนภาคเหนือในปัจจุบัน ในส่วนของภาคเหนือมูลค่าหนี้ครัวเรือน ปี 2556 เท่ากับ 137,059 บาท/ครัวเรือน ต่ำสุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาค และของประเทศที่ 163,087 บาท/ครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนหนี้สินต่อรายได้ของภาคเหนืออยู่ที่ 7.1 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่ 6.5 เท่า และสูงเป็นลำดับที่ 2  รองจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ภาคใต้อยู่ในระดับต่ำสุด 5.1 เท่า
หนี้ครัวเรือนภาคเหนือได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 122,454 บาท ในปี 2554 เป็น 137,059 บาท ในปี 2556 หรือเพิ่มขึ้น 11%

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รายได้ของครัวเรือนภาคเหนือเพิ่มขึ้น 22.5% ขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับปี 2554 จากนโยบายของภาครัฐ ทั้งการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท การปรับเงินเดือนข้าราชการระดับปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท และนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดตันละ 1.5 หมื่นบาท ส่งผลให้เกษตรกรภาคเหนือซึ่งส่วนใหญ่เพาะปลูกข้าวมีรายได้สูงขึ้นมาก ทำให้สัดส่วนของค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ในระดับต่ำสุดประมาณ 0.73 เท่า สะท้อนถึงความสามารถเก็บออมและมีเงินเหลือชำระหนี้ของครัวเรือนภาคเหนือมากกว่าภาคอื่น นอกจากนั้นสัดส่วนครัวเรือนที่เป็นหนี้ของภาคเหนือลดลง จาก 57.5% ในปี 2554 เป็น 53.7% ในปี 2556

อย่างไรก็ดี หลังโครงการจำนำข้าวได้ถูกล้มเลิกเพราะพบการคอร์รัปชั่นและเกิดความสูญเสียสร้างภาระแก่งบประมาณประเทศมากกว่า 6 แสนล้านบาท และรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนโยบายชัดเจนที่จะไม่ดำเนินโครงการประชานิยม เปลี่ยนเป็นการอุดหนุนปัจจัยการผลิตแทน จะส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำลงมาก รายได้ของเกษตรกรจึงลดลง ซึ่งเป็นปัญหากับครัวเรือนทุกภาค ไม่ใช่ภาคเหนือเพียงภาคเดียว

กลุ่มครัวเรือนที่มีโอกาสก่อหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคสูงมากกว่ากลุ่มอื่น ได้แก่ กลุ่มครัวเรือนที่หัวหน้าครัวเรือนอยู่ในกลุ่มลูกจ้างภาครัฐและเอกชน กลุ่มหนุ่มสาวโรงงานและงานก่อสร้าง กลุ่มลูกจ้างทำงานเกษตร และกลุ่มผู้จัดการและนักวิชาการ

นอกจากนี้ หัวหน้าครัวเรือนที่ระดับการศึกษาไม่สูง อยู่ในวัยเริ่มทำงาน อาศัยอยู่ในเขตเทศบาล มีเด็กอยู่ในการอุปการะเป็นจำนวนมาก รายได้อยู่ในเกณฑ์สูง และมีรายจ่ายอุปโภคที่เกี่ยวกับการพนันและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นกลุ่มที่มีโอกาสเป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ครัวเรือนที่มีลักษณะดังกล่าวจึงเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วง ส่วนกลุ่มที่ไม่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มพ่อค้า/นักธุรกิจ กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มผู้ไม่ได้ทำงาน (เกษียณอายุแล้ว)สิ่งที่ส่งผลต่อการลดหนี้ของครัวเรือนได้นั้น จะต้องทำให้ครัวเรือนมีรายได้เพิ่มสูงขึ้นและการมีความรู้ความเข้าใจทางการเงินจะช่วยให้หนี้สินลดลงได้ และสามารถทำได้หลากหลายวิธี โดยเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้มีการบริหารรายรับ-รายจ่ายได้อย่างเหมาะสม คือ การจัดทำบัญชีครัวเรือน เพื่อให้ทราบพฤติกรรมการใช้จ่ายที่แท้จริง ตลอดจนใช้เป็นข้อมูลพิจารณาลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นให้มีรายรับสุทธิเพิ่มขึ้น และต่อมาให้ชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงเป็นลำดับแรก

สำนักงานสถิติแห่งชาติ  ระบุว่า ครัวเรือนที่มีการจัดทำบัญชีครัวเรือนเป็นหนี้เพื่อใช้ทำธุรกิจสัดส่วน 51.4% รองลงมาคือ หนี้เพื่อใช้เช่าซื้อบ้านและที่ดิน 25.5% ในทางกลับกัน ครัวเรือนที่ไม่ทำบัญชีจะก่อหนี้เพื่อการอุปโภคสูงสุด 32.5% โดยเฉพาะในกลุ่มหนี้นอกระบบจะก่อหนี้เพื่อการอุปโภคสูงสุดถึง 54.9% และครัวเรือนที่ไม่มีการจัดทำบัญชีครัวเรือน ส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจทางการเงินน้อย ไม่มีการวางแผนการออมในอนาคต และไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน เมื่อเทียบกับครัวเรือนที่มีการจัดทำบัญชีครัวเรือน

ทางออกที่จะช่วยลดหนี้ได้ คือ การเพิ่มขึ้นของรายได้ครัวเรือนและการมีความรู้ความเข้าใจทางการเงินซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ต้องรณรงค์ให้ความรู้ด้านการเงินกับประชาชน การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในทางการเงินผ่านเครื่องมือต่างๆ มุ่งเน้นให้ความรู้ความเข้าใจทางการเงินแก่กลุ่มที่มีรายได้ประจำแต่ไม่สูงมากนัก โดยใช้ช่องการประชาสัมพันธ์ผ่านทางบุคคลในครอบครัว ธนาคารพาณิชย์ กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน และตำรวจ ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะช่วยกระจายความรู้ความเข้าใจทางการเงินไปสู่สาธารณชนในวงกว้างต่อไปได้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน