
นวกิจฯลั่นปี'58บุกตลาดประกันรถยนต์
นวกิจฯปรับโครงสร้างการรับประกันภัย บุกตลาดรถยนต์เต็มสูบ รับกำลังซื้อหด
นวกิจฯปรับโครงสร้างการรับประกันภัย บุกตลาดรถยนต์เต็มสูบ รับกำลังซื้อหด
นายปิติพงศ์ พิศาลบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัทนวกิจประกันภัย เปิดเผยว่า ปี 2558 บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) ประเมินว่าอุตสาหกรรมจะเติบโตประมาณ 7-8% โดยปีนี้ บริษัทได้ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่เพื่อรองรับการขยายงานและการเตรียมความพร้อมกับการแข่งขันหลังจากเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเติบโตช้า
ทั้งนี้ ได้กำหนดแผน 5 ปี นับจากนี้ จะมีการเพิ่มสัดส่วนการรับประกันภัยรถยนต์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีเบี้ยประกันภัยรวมมากที่สุด และขยายตลาดประกันภัยเบ็ดเตล็ดสูงขึ้น โดยเฉพาะประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ เพราะตลาดนี้มีแนวโน้มเติบโตดีมาก เพิ่มช่องทางการจำหน่าย หาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น เพื่อชดเชยรายได้จากประกันอัคคีภัย ประกันภัยทางทะเล และ ประกันภัยทรัพย์สิน ที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้า
สำหรับ ที่ผ่านมาบริษัทจะเน้นลูกค้ารถเก๋งใหม่ รุ่นใหญ่ แต่ปีนี้ได้หันมาทำตลาดรถเก่า เพราะรถใหม่ที่ออกสู่ตลาดมีน้อย และทำตลาดรถเก๋งที่รุ่นเล็กลงมา เพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้คนซื้อรถขนาดเล็กมากขึ้น
"พอกำลังซื้อในประกันภัยอื่นๆ ลดลง เราต้องหันมาเล่นตลาดที่มีเค้กก้อนใหญ่ที่สุด นั่นคือประกันภัยรถยนต์ ซึ่งเราจะหาลูกค้ารถยนต์หลากหลายยี่ห้อ หลากหลายรุ่น หลายขนาด จากเดิมที่มุ่งเน้นอยู่กับลูกค้ารายใดรายหนึ่ง ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ก็ยังอยู่กับเราเหมือนเดิม แต่จะเปิดตลาดไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ "นายปิติพงศ์ กล่าว
นายปิติพงศ์ กล่าวว่า จากการปรับโครงสร้างดังกล่าวทำให้ 3 เดือนแรกบริษัทมีอัตราการเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรม แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะยังไม่ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
สำหรับช่วงที่เหลือของปี ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะมีการแข่งขันสูง ทุกบริษัทต้องการการเติบโต ทำให้ราคาเข้ามาแข่งขัน ส่งผลให้อัตราเบี้ยประกันภัยลดลงอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ทำให้มีผลต่อกำไรจากการรับประกันภัย แต่บริษัทจะพยายามแข่งขันในกลุ่มธุรกิจที่มีกำไร และพยายามลดค่าใช้จ่ายที่ไม่มีความจำเป็นออกไป เพื่อให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง แต่เน้นรักษามาตรฐานการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
"เรายังมีการเลือกสินค้าที่จะนำมาทำตลาดเพื่อให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่ชะลอตัว ด้วยการนำสินค้าราคาถูกมาทำตลาด หรือ ไม่ก็ปรับสินค้าที่ความคุ้มครองสูง ลดวงเงินคุ้มครองลง ราคาเบี้ยก็จะต่ำลง ทำให้ลูกค้าซื้อได้"นายปิติพงศ์ กล่าว







