
สิทธิบัตร…เรื่องกล้วยๆ
โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
โดย...กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้ให้ คำปรึกษาธุรกิจความงามแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ผู้ประกอบการจะมาปรึกษาเรื่องนวัตกรรมในครีมบำรุงผิวแล้วก็ปรึกษาเรื่องการตลาด เรื่องแรกที่สนทนากันทันทีของชั่วโมงการสนทนานั่นคือ “คุณจดสิทธิบัตรแล้วหรือยัง” การสนทนาในวันนั้นจึงพูดคุยกันแต่เรื่องสิทธิบัตร โดยขอยกตัวอย่าง “สยามบานาน่า” เป็นกรณีศึกษาว่า “สิทธิบัตรนั้นย่อมอยู่เหนือคุณธรรม” ซึ่งนับว่าเป็นบทเรียนราคาแพง
กรณีของสยามบานาน่าที่ว่าเป็นบทเรียนราคาแพงนั้น เพราะว่าหลังจากที่เกิดเหตุดราม่ากันขนานใหญ่ กรณีมีบทความออนไลน์ออกมาแฉเกี่ยวกับสูตรขนมเบเกอรี่พันธุ์ชิฟฟอนนุ่มลิ้นรสกล้วย ที่มีการลอกเลียนสูตรขนมจากญี่ปุ่นแล้วมีการคัดลอกสูตรมา หวังจะเป็น SMEs สัญชาติไทยๆ ที่ชื่นชมผลไม้ไทยเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผลไม้กล้วยไทยจนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นเน็ต
เจ้าของสยามบานาน่า เล่าว่า ช่วงที่เข้าไปนำเสนอสินค้าแก่บริษัทใหญ่ก็ได้รับการต้อนรับและดูแลเป็นอย่างดี การเข้าติดต่อและประชุมแต่ละครั้งมีบรรยากาศจริงจังมาก มีการเตรียมงานเป็นขั้นเป็นตอนโดยตลอด นอกจากนี้ยังได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ทั้งเรื่องแพ็กเกจจิ้ง การปรับเนื้อแป้ง หน้าตาขนม รวมถึงการปรับเปลี่ยนชื่อตราสินค้าเป็น “สยามบานาน่า”
ก่อนหน้านี้ช่วงที่จ้างบริษัทอื่นผลิต ก็ได้รับแจ้งว่าอยากได้สินค้า 6,000-10,000 ชิ้น/วัน แต่บริษัทที่จ้างผลิตไม่สามารถทำได้ ต้องเปิดโรงงานเป็นของตัวเองและมีการกู้เงินลงทุน ซึ่งตรงนี้ก็ได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดี มีพนักงานมาวางแผนให้ แต่ท้ายที่สุดมาก็ถูกยกเลิกดีล แล้วมีสินค้าอีกตัวหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันออกมาวางแข่งกันในท้องตลาด เจ้าของสยามบานาน่าถึงกับพูดไม่ออกน้ำตาตกในกันไป ซึ่งตรงนี้อ้างไม่ได้เลยในแง่ของกฎหมายว่าบริษัทใหญ่แห่งนั้นได้คัดลอกนวัตกรรมของตัวเองไปออกสินค้าของตัวเอง
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับสิทธิบัตรกันก่อน สิทธิบัตร (Patent) หมายถึง หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะตาม ที่กำหนดในกฎหมาย กฎกระทรวง และระเบียบว่าด้วยสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่งที่เกี่ยวกับการประดิษฐ์คิดค้นหรือการออกแบบ เพื่อให้ได้สิ่งของ, เครื่องใช้หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น การประดิษฐ์รถยนต์, โทรทัศน์, คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์ หรือการออกแบบขวดบรรจุน้ำดื่ม, ขวดบรรจุน้ำอัดลม หรือการออกแบบลวดลายบนจานข้าว, ถ้วยกาแฟ ไม่ให้เหมือนของคนอื่น
ในทางกฎหมายเรามีเครื่องมือให้ใช้เพื่อป้องกันสิทธิของตน สิทธิทางความคิด คอยปกป้องการละเมิดกันทางความคิดอยู่แล้ว แต่เพราะความหลงลืมตน ลืมในสาระสำคัญ “ประมาทและไว้ใจ” ในการทำธุรกิจต้องพึงระลึกไว้อยู่เสมอว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวรในการทำธุรกิจ” จะให้เชื่อใจกันได้อย่างไร การจะเอาสูตร ความลับทางการค้า แผนการผลิต แผนธุรกิจ หรือพิมพ์เขียว แบบพิมพ์ต่างๆ ไปให้ใครต่อใครเขาก็จงระวังอย่าได้หลงลืมตัวเป็นอันขาด เพราะกรมทรัพย์สินทางปัญญาเขามีระเบียบแบบแผนป้องกันเอาไว้ให้แล้วเป็นอย่างดี ดังนั้นกรณีของสยามบานาน่าจึงเป็นบทเรียนที่มีค่าที่ SMEs ไทยควรจดจำ
ในกรณีของผมจึงไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ต้องคอยแจ้งผู้ประกอบการที่เน้นงานนวัตกรรมเสมอๆ ว่า ให้จดสิทธิบัตรหรือจดทะเบียนการค้าเสียก่อน ซึ่งรวมถึงเครื่องหมาย การค้าและแบรนด์ต่างๆ ด้วย การจดทะเบียนต่างๆ นั้น ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย มีขั้นตอนที่ศึกษาจากเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th ซึ่งเราอาจตรวจสอบการซ้ำกันของชื่อต่างๆ ได้ก่อนล่วงหน้าเหมือนกับการตั้งชื่อโดเมน ในระบบออนไลน์ได้จากในเว็บไซต์ เพื่อหลีกเลี่ยงการจดทะเบียนซ้ำกัน กับผู้อื่น
และในกรณีที่เราจดทะเบียนได้แล้ว นั่นหมายความว่าในสารบบของกรมทรัพย์สินทางปัญญารับทราบว่า เราไม่จดทะเบียนซ้ำกับใครก็เป็นอันเสร็จขั้นตอน ส่วนการอนุมัติใช้ชื่อนั้นๆ แม้จะล่าช้าตามขั้นตอนของทางราชการก็ตาม แต่ก็ไม่มีความสำคัญมากนัก เพราะทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา ถือเอาการจดทะเบียนแสตมป์วันที่เป็นหลักในการฟ้องร้องคดีกันตามกฎหมาย หากใครมาท้วงติงหรือทวงถามสิทธิ อันชอบธรรมก็อนุญาตให้ติดป้ายประกาศไว้ได้ว่า “อยู่ระหว่างขั้นตอนจดทรัพย์สินทางปัญญา”
กรณีอย่างนี้จะได้ไม่มีปัญหาดราม่ากันอย่างกรณีของกล้วยสยามบานาน่าอีก เห็นหรือไม่ว่าทรัพย์สินทางปัญญาที่ใครว่าเรื่องกล้วยๆ มันไม่กล้วยซะแล้ว







