
สังคมผู้สูงวัย กับการบริหารคนในสิงคโปร์
ประเทศในแถบอาเซียนโดยเฉพาะประเทศที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดีอย่างสิงคโปร์หรือแม้แต่ไทย กำลังเผชิญปัญหาร่วมกันอย่างหนึ่งก็คือ การก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย หรือที่เรียกว่า Old Age Society ส่งผลให้กำลังคนที่เป็นวัยทำงานเริ่มถดถอยน้อยลงไป และกำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญเพราะจะเกิดการขาดแคลนกำลังแรงงาน ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ประเทศในแถบอาเซียนโดยเฉพาะประเทศที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดีอย่างสิงคโปร์หรือแม้แต่ไทย กำลังเผชิญปัญหาร่วมกันอย่างหนึ่งก็คือ การก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย หรือที่เรียกว่า Old Age Society ส่งผลให้กำลังคนที่เป็นวัยทำงานเริ่มถดถอยน้อยลงไป และกำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญเพราะจะเกิดการขาดแคลนกำลังแรงงาน ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
แนวทางในการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับการขาดแคลนกำลังแรงงานมีหลายแนวทาง แต่ที่น่าสนใจคือ การนำพนักงานที่เกษียณอายุแล้วกลับเข้าสู่ระบบแรงงานในประเทศแถบอาเซียน สิงคโปร์เป็นประเทศแรกที่ใช้มาตรการดังกล่าว โดยเขาได้วางแนวทางผ่านระบบบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรไว้ดังนี้
ในปี 2010 ที่ผู้เขียนยังนั่งทำงานที่สิงคโปร์ เป็นปีที่เริ่มออกกฎหมายยืดอายุการเกษียณจาก 60 ปี ไปเป็น62 ปี โดยในช่วงแรกจะเป็นการ “กระตุ้น” ให้นายจ้างพยายามจ้างคนเกษียณเข้าทำงานเป็นแบบปีต่อปี แต่กฎหมายใหม่ในปี 2012 ได้เพิ่มน้ำหนักให้นายจ้าง “จะต้อง” มีการเสนอการจ้างงานในรูปของสัญญาจ้างอย่างน้อย 1 ปีไปจนกว่าลูกจ้างจะอายุครบ 65 ปี โดยมีหลักเกณฑ์โดยสรุปคือ
ต้องเป็นพลเมืองสิงคโปร์ หรือเป็นคนที่ได้รับสิทธิการอยู่อาศัยถาวร
นายจ้างมีสิทธิประเมินว่าผลการทำงานที่ผ่านมาเป็นที่น่าพอใจ และไม่มีปัญหาสุขภาพ โดยนายจ้างมีสิทธิที่จะจัดให้มีการตรวจสุขภาพก่อนการทำสัญญาจ้างงานได้
ค่าจ้าง สวัสดิการและผลตอบแทน ไม่จำเป็นต้องได้เท่าก่อนเกษียณขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่จะมอบหมาย เป็นเรื่องของการต่อรองกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง
กฎหมายใหม่กำหนดว่านายจ้างจะต้องมีการจ่ายค่าช่วยเหลือที่เรียกว่า Employment Assistance Payment (EAP) ให้กับพนักงานใกล้เกษียณที่นายจ้างไม่สามารถหางานที่เหมาะสมในองค์กรให้ได้
เป็นแนวทางที่น่าสนใจที่องค์กรในไทยน่าจะลองนำมาพิจารณาดู แม้ว่าภาครัฐจะยังไม่ได้มีการวางแนวทางไว้ก็ตาม







