posttoday
ออมจากน้อย เป็นร้อยล้าน (ตอนจบ)

ออมจากน้อย เป็นร้อยล้าน (ตอนจบ)

06 พฤษภาคม 2558

สัปดาห์ที่แล้วเราพูดถึง Smart phone ว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง ทำไมถึงกลายเป็นอุปกรณ์ที่คนยุคนี้จะต้องมีไว้ครอบครองไม่น้อยกว่า 1 ชิ้น ท่านผู้อ่านทราบไหมว่า ด้วยหน้าที่การงานที่ผมยุ่งวุ่นวายขนาดนี้ ค่าโทรศัพท์ของผมเดือนละเท่าไหร่ คำตอบคือ เดือนละ 399 บาทเท่านั้น อัตรานี้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับ Voice และ Non voice (Data) ซึ่งโปรโมชั่นที่ผมใช้นี้ สามารถโทรฟรี 200 นาที อินเทอร์เน็ต 1 GB (3G)

สัปดาห์ที่แล้วเราพูดถึง Smart phone ว่ามีประโยชน์อย่างไรบ้าง ทำไมถึงกลายเป็นอุปกรณ์ที่คนยุคนี้จะต้องมีไว้ครอบครองไม่น้อยกว่า 1 ชิ้น ท่านผู้อ่านทราบไหมว่า ด้วยหน้าที่การงานที่ผมยุ่งวุ่นวายขนาดนี้ ค่าโทรศัพท์ของผมเดือนละเท่าไหร่ คำตอบคือ เดือนละ 399 บาทเท่านั้น อัตรานี้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับ Voice และ Non voice (Data) ซึ่งโปรโมชั่นที่ผมใช้นี้ สามารถโทรฟรี 200 นาที อินเทอร์เน็ต 1 GB (3G)

หลังจากนั้นเป็นความเร็วแบบ EDGE Unlimited และฟรี WIFI ดังนั้น เวลาผมอยู่ที่บ้านก็ใช้ WIFI ที่บ้าน เวลาไปข้างนอกที่ไหนมี WIFI ผมก็จะเปิด WIFI ปรากฏว่า 1 GB ก็เพียงพอใช้ภายใน 1 เดือน ส่วนโทรฟรี 200 นาที บางเดือนยังใช้ไม่ถึงเลย เพราะว่าผมใช้ WHATSAPP, LINE, WECHAT, BEE TALK, CHATON, HANGOUT, FACEBOOK Messenger รวมทั้ง Email ในการส่งข้อความแทนการใช้ Voice Call เดือนไหนใช้ค่าโทรศัพท์เกิน 200 นาที ผมก็จะซื้อโปรฯ ต่อไปอีก 100 นาที 100 บาท แทนที่จะต้องจ่ายส่วนเกินนาทีละ 1.50 บาท

นี่ผมยังสงสัยอยู่จนบัดนี้ว่า กสทช.กำหนดให้ทุกOperator ไม่สามารถคิดค่าโทรเกิน 1 บาท/นาที ทำไมยังต้องจ่ายส่วนเกินที่โทรเกินไปนาทีละ 1.50 บาทอยู่ และโปรฯ ที่ผมใช้อยู่เป็นโปรฯ ที่ใช้มาก่อนที่จะมีบริการ 3G เมื่อไม่กี่ปีก่อน ซึ่ง Operator เหล่านี้ก็ขอให้ผมย้ายมาใช้ 3G เพี่อที่เขาจะได้มีค่าใช้จ่ายที่ต้องส่งให้รัฐน้อยลง (มากๆ เสียด้วย) และ กสทช.ก็สั่งให้ Operator ต้องลดค่าใช้โทรต่างๆ ลง 15% เป็นอย่างน้อย แต่ผมไม่เห็น Operator ที่ผมใช้อยู่ในปัจจุบันจะลดให้ผมเลยแม้แต่น้อย ขอถือโอกาสนี้ฟ้อง กสทช.เสียเลย

กลับมาดูค่าใช้จ่ายของน้องๆ หลายคนที่ผมรู้จัก เพิ่งทำงานได้ 2 ปี ค่าโทรศัพท์เดือนละ 500-800 บาท ผมอยากให้จำกัดค่าโทรศัพท์มือถือให้ไม่เกินเดือนละ 200 บาท ลดการคุยเรื่องไม่จำเป็น ทำให้มีเวลาให้กับชีวิตมากขึ้นอีกด้วย ถ้าสามารถทำได้ตามที่ผมกำหนดไว้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ผมกล่าวในตอนต้นๆ ก็จะทำให้มีเงินออมเพียงพอที่จะเข้าสูตรสำเร็จตามที่หนังสือ ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน ได้สร้างตารางการออมไว้ 8 ตาราง เพื่อเปรียบเทียบว่าเมื่อเวลาผ่านไป 30 ปี เงินออมที่ออมไว้เดือนละเพียง 8,333.33 บาท หรือปีละ 1 แสนบาท ผ่านไป 30 ปี

ที่ผู้ออมเอาเงินไปฝากธนาคารที่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี เหลือเพียง 2% กว่าๆ เท่านั้น แต่ผมกำหนดให้ว่าได้ 3% เสียดวยซ้ำ (เพราะช่วงเวลาที่เขียนช่วงนั้น ยังอยู่แถวๆ 3%) นี่ยังไม่ได้หักภาษีดอกเบี้ยเงินฝากที่ 15% ถ้าหักแล้วจะยิ่งเหลือเพียงประมาณ 2% เท่านั้นเองผลตอบแทน 3% ต่อปี ออมเงินปีละ 1 แสนบาท ผ่านไป 30 ปีข้างหน้าจะได้เงินรวม 4,822,958 บาท น้องๆ หลายคนที่อ่านมาถึงช่วงนี้ คงคิดว่าแค่ออมเงินเดือนละ 8,000 กว่าบาท ฝากธนาคารไปเรื่อยๆ ก็เป็นเศรษฐีแล้ว หมดห่วงแล้ว ต่อไปก็พอมีเงินเพียงพอไว้ดูแลตัวเองแล้ว ผมอยากจะบอกว่า เงินแค่นี้ในอีก 30 ปีข้างหน้า มันไม่พอหรอกครับ ทำไมหรอครับ ลองถามผู้ใหญ่ที่บ้านดูว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ข้าวแกงจานละเท่าไหร่ ผมเฉลยให้เลยครับว่า จานละ 7-10 บาทเท่านั้น ในขณะที่ปัจจุบัน ราคา 35-40 บาทแล้ว

ถ้า 30 ปีข้างหน้าอัตราเงินเฟ้อพอๆ กับเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ค่าของเงิน 4,822,958 บาท ก็คงมีค่าเทียบกับปัจจุบันไม่ถึงล้านบาทเสียอีก ยิ่งปัจจุบันค่าเฉลี่ยของคนไทยมีอายุยืนมากกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้ว กลายไปเป็นยิ่งอายุยืนยิ่งมีความเสี่ยง คือเสี่ยงที่เงินออมที่มีอยู่หลังเกษียณอาจจะไม่พอค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่เหลือของชีวิต แล้วยังต้องคอยภาวนาว่า อย่าได้เจ็บอย่าได้ป่วย ยิ่งโรคที่มีความซับซ้อน หรือโรคที่ต้องใช้การรักษาพยาบาลนานหรือต่อเนื่อง จะทำให้เงินออมก้อนนี้หมดไปเร็วขึ้น แต่สิ่งที่เราภาวนามักสวนทางกับความเป็นจริง ดังที่ทางพุทธศาสนาสอน เรื่อง “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” ซึ่งทุกคนต้องประสบ

ดังนั้น การฝากเงินธนาคารนอกจากจะเป็นทางเลือกที่ไม่ใช่ทางเลือกสุดท้ายแล้ว ยังเป็นทางเลือกที่เราจะไม่เลือกอีกด้วย

คราวนี้เรามาดูกันครับ ที่เงินออมปีละ 1 แสนบาท เป็นเวลา 30 ปี แต่สร้างผลตอบแทนจากการนำเงินออมไปลงทุนได้ 20% ต่อปี เชื่อไหมครับว่า 30 ปีผ่านไป เงินรวมจะกลายเป็น 129,022,071 บาท เมื่อเทียบกับฝากธนาคาร ที่ได้เพียง 4,822,958 บาท คิดเป็นเกือบ 26 เท่าทีเดียว จริงๆ แล้วแค่ออมไป 28 ปีกว่าๆ คุณก็มีเงินร้อยล้านแล้ว

นั่นหมายถึง ถ้าคุณจบปริญญาตรีแล้ว เริ่มต้นทำงานและเข้าแผนการออมตามหนังสือ “ออมจากน้อยเป็นร้อยล้าน” ที่ผมเขียนไว้ พอคุณอายุ 50 ปี คุณก็จะกลายเป็นมหาเศรษฐีร้อยล้านแล้ว จริงๆ แล้วถ้าคุณจะต้องมีเงินร้อยล้านเร็วกว่านี้อีก เพราะว่าเมื่อคุณทำงานไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะทำงานที่บริษัทหรือเป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง คุณควรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็อย่างที่ผมเคยบอกว่าจะต้องออมเงินไม่น้อยกว่า 20% ของรายได้ เมื่อคุณมีรายได้สูงขึ้น เปอร์เซ็นต์การออมของคุณควรจะต้องสูงขึ้นด้วย

ดังนั้น คุณควรจะมีเงินออมมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายถึงคุณอาจจะเป็นเศรษฐีร้อยล้านในวัยเพียง 40 กว่าๆ เท่านั้นเอง แต่จะนำเงินออมไปลงทุนอย่างไรดีล่ะ ถึงจะได้ผลตอบแทนงามๆ อย่างนี้ กระซิบดังๆ เลยครับว่า อ่านหนังสือที่มีชื่อเหมือนบทความนี้แล้วก็สามารถวาดฝันสวยหรูสำหรับอนาคตของคุณได้เลยครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน