posttoday
แก้ปมผลกระทบ ก่อนเปิดเหมืองทองคำ

แก้ปมผลกระทบ ก่อนเปิดเหมืองทองคำ

05 พฤษภาคม 2558

โดย...ดวงนภา ประเสริฐพงษ์

โดย...ดวงนภา ประเสริฐพงษ์

นโยบายของ จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม ที่สั่งการให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ไปจัดทำแผนการสำรวจและให้สัมปทานแร่ทองคำใหม่ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำลังกลายเป็นดาบสองคมของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เนื่องจาก ครม.ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ คยมีมติให้ชะลอการออกใบอาชญาบัตรพิเศษในการสำรวจแร่ทองคำ เนื่องจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ทำหนังสือขอให้ทบทวนการให้อาชญาบัตรพิเศษและประทานบัตร จากที่มีผู้มายื่นขอ 8 ราย รวม 66 แปลง พื้นที่สำรวจกว่า 4 แสนไร่ ครอบคลุมใน จ.พิจิตร เพชรบูรณ์ สตูล เพราะชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง ร้องเรียนถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและประโยชน์การใช้ที่ดิน

ขณะเดียวกันนั้น ก็ยังมีประเด็นว่า ด้วยเรื่องสุขอนามัยของผู้คนในชุมชนที่ตามมาหลอกหลอน

เนื่องจาก “ธง” ของการออกอาชญาบัตรพิเศษและประทานบัตรในรอบนี้ขยายวงกว้างออกไปในพื้นที่ที่สายแร่ทองคำซึ่งกระจายตัวอยู่ใน 11 จังหวัด ได้แก่ เลย พิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ปราจีนบุรี ลพบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี สระบุรี สตูล และสระแก้ว พื้นที่กว่า 1 ล้านไร่ โดยประเมินว่าจะมีเงินลงทุนร่วมหมื่นล้านบาทมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ปัจจุบัน กพร.ได้จัดเวทีหารือกับภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำมาแล้ว 3 ครั้ง ในเดือน มิ.ย.นี้น่าจะเป็นรอบสุดท้ายและได้ข้อสรุปว่า ผู้ประกอบการเหมืองทองคำจะต้องตั้งโรงสกัดแร่ให้บริสุทธิ์ (โรงรีไฟน์) เป็นของตัวเองในประเทศ แทนที่จะส่งไปสกัดที่ต่างประเทศซึ่งจะก่อให้เกิดการจ้างงานและสร้างมูลค่าเพิ่ม และผู้สนใจลงทุนเหมืองแร่จะต้องมีมาตรการเยียวยาชาวบ้านในพื้นที่อย่างเข้มข้นด้วย

แต่ดูเหมือนว่า ข้อเสนอแนะดังกล่าวยังไม่สามารถตอบโจทย์ของปัญหาการเปิดเหมืองแร่ในประเทศไทยได้

เนื่องจากผลกระทบจากกรณี กพร.มีคำสั่งปิดดำเนินการชั่วคราวเหมืองทองคำของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส ที่ได้รับอาชญาบัตรพิเศษ 1.1 แสนไร่ และประทานบัตรรวม 14 แปลง ในพื้นที่ 3,926 ไร่ ในเหมืองแร่ทองคำชาตรีไปเมื่อกลางเดือน ม.ค. 2558 ก่อนจะมีคำสั่งเปิดเหมืองในเดือนถัดมาท่ามกลางข้อกังขาของประชาชนว่า อะไรคือมาตรฐานในการควบคุมสิ่งแวดล้อม มาตรฐานคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ดังก้องไปทั่วเมือง

เนื่องจากปัญหาผลกระทบด้านสุขภาพของชาวบ้านจากการทำเหมืองแร่ทองคำบริษัท อัคราฯ นั้นได้ขยายวงไปอย่างกว้างครอบคลุมพื้นที่ จ.พิจิตร และเพชรบูรณ์ จนชาวบ้านกว่า 732 คน กลายเป็นคนป่วย จนต้องตั้งทีมเข้าไปตรวจสอบสุ่มเจาะเลือดเพื่อหาสารโลหะหนักจำพวกสารหนู สารแมงกานีส ในร่างกายเกินค่ามาตรฐานหรือไม่ และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการพิสูจน์ถึงสาเหตุการป่วยที่แท้จริง แม้การประกอบกิจการเหมืองทองคำจะก่อให้เกิดมูลค่ามหาศาล แต่คุ้มค่าหรือไม่กับสิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญชะตากรรมที่อาจแลกด้วยชีวิตคนในชุมชน

สุรพงษ์ เชียงทอง อธิบดี กพร. ชี้แจงว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นของบริษัท อัคราฯ ต้องย้อนกลับไปดูว่าต้นเหตุเกิดจากอะไร และผู้ประกอบการสามารถแก้ไขปัญหาได้ตามที่ กพร.สั่งการหรือไม่ โดยกรมฯ ได้สั่งให้ดำเนินการ 4 ข้อหลัก คือ 1.ให้ผู้ประกอบการรับตัวผู้ป่วยทั้งหมดไปรักษาใน 30 วัน โดยให้จัดทำแผนส่งมาให้ดู ซึ่งผู้ประกอบการสามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตกลงไว้ 2.ให้ศึกษาหาสาเหตุแห่งปัญหาด้านผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม หลังจากนั้นจะจัดเวทีวิชาการเพื่อนำผลการศึกษามาชี้แจงต่อประชาชนภายใน 45 วัน เพราะเรารู้ว่านี่เป็นเรื่องข้อโต้แย้ง

“ด้านความคืบหน้าเรื่องการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ ฝั่งผู้ประกอบการเสนอว่าให้กรมอนามัยเป็นผู้ดำเนินการร่วมด้วย จากเดิมที่ให้มหาวิทยามหิดลเป็น
ผู้เก็บข้อมูลด้านวิชาการเพียงหน่วยงานเดียว เนื่องจากมีความกังวลว่า มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งไปวิเคราะห์เกรงจะมีผู้มองว่าไม่เป็นกลาง และจะเกิดผลกระทบต่อมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันหากรีบเปิดผลศึกษาโดยไม่มีการหารือทางวิชาการก่อน จะมีคำถามตามมาว่าข้อมูลมาจากไหน ศึกษาด้วยวิธีการอะไร” สุรพงษ์ อธิบาย

ประเด็นที่ 3 เป็นเรื่องที่ชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วมตรวจสอบ ทำให้ชาวบ้านมีปัญหาอย่างหนึ่ง ราชการมีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ไม่มีการสอดประสานงานระหว่างกัน หลังจากนี้กรมฯ จึงได้สั่งการไปว่า จะต้องให้ผู้มีความเห็นต่างเข้าร่วมเป็นกรรมการในการตรวจสอบผลกระทบ

ประเด็นสุดท้ายที่นำไปสู่การอนุมัติให้เปิดเหมืองทองคำ คือ “ปัญหาของอัคราฯ เป็นปัญหาเรื่องการสื่อสาร การบริหารจัดการ เป็นปัญหาที่เกิดจากความไม่เข้าใจกัน ไม่พูดคุยกัน เราเลยแนะนำว่า คุณต้องเสนอแผนการบริหารจัดการภายในองค์กรคุณ เรื่องภายในคุณเสนอแผนปรับปรุงมา เรากล้าพูดว่า ณ ปัจจุบัน ปัญหามันเป็นปัญหานี้ทั้งหมดเลย เช่น ตัวอย่างมีเรื่องการปล่อยน้ำเอาจริงเอาจังกลายเป็นเรื่องความเข้าใจผิด และไม่พูดคุยกันมากกว่า เราแนะต่อไปว่า แต่ละเดือนควรจัดเสวนาโต๊ะกลม ให้มีการพูดคุยกัน กรมฯ จะส่งผู้แทนเข้าไปร่วมด้วยทุกครั้ง และจะเชิญจังหวัดเข้าร่วมด้วย เพื่อลดปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างผู้ประกอบการกับชุมชน”

อย่างไรก็ตาม สิริรัตน์ ต่ายทอง ชาวบ้านรอบเหมืองทองคำ เล่าว่า อยากให้เกิดเวทีวิชาการตามที่บริษัทและรัฐได้สัญญาไว้ เนื่องจากเวลาล่วงเลยมานานแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ทำให้กระบวนการตอนนี้ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ  มีเพียงการลงพื้นที่สอบถามข้อมูลของนักวิชาการ และการนำชาวบ้านชุดเดิมที่ กพร.เคยสั่งให้ผู้ประกอบการเหมืองนำไปรักษา ซึ่งเข้าใจว่าเป็นคนละชุดกับที่ป่วยช่วงต้นปี ก่อนที่จะมีคำสั่งปิดเหมืองเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งยังไม่ได้รับการเยียวยาตามที่ควรจะเป็น

“หากการดำเนินการล่าช้าเราก็อาจจะต้องไปที่กรมฯ เอง เพื่อทวงถามความคืบหน้า เพราะขณะนี้ทุกอย่างนิ่งหมด อยากให้ทุกอย่างชัดเจนโดยเร็ว และมีการพูดคุยแบบเคลียร์กันทุกฝ่าย”

จะเห็นได้ว่าวิธีการทำงานของรัฐกับเอกชนเดินไปอีกทาง ขณะที่ชาวบ้านมองไปอีกมุม

แม้ว่าขณะนี้ กพร.กำลังประสานงานกับกระทรวงสาธารณสุขในการหารือด้านวิชาการ และหาทางออกมาตรการเข้มงวดในการควบคุมผู้ประกอบการเหมืองทองคำที่จะเข้ามาเปิดเหมืองในอนาคต

แต่ความหวาดระแวงจากผลกระทบที่เกิดขึ้นมิได้จางหายไปแม้แต่น้อย และนี่จะเป็นบทเรียนอันสำคัญที่รัฐพึงตระหนักก่อนจะเดินหน้าเปิดเหมืองทองคำหาเงินเข้าหลวง

อย่าลืมว่าเอกชน 2 ใน 8 ราย ที่เสนอขอใบอนุญาตประทานบัตรและอาชญาบัตรพิเศษนั้นคือ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส และบริษัท ทุ่งคำ ที่ปัจจุบันกลายเป็นคู่ขัดแย้งกับคนในชุมชนอยู่นั่นเอง

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน