posttoday
ทีเอ็มบีขายฝันปันผลปีนี้

ทีเอ็มบีขายฝันปันผลปีนี้

26 มิถุนายน 2553

...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์

เป็นการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นที่ยาวนานสำหรับธนาคารทหารไทย เริ่มจากเวลา 09.3015.00 น.

ประเด็นสำคัญเพื่อขอลดมูลค่าที่ตราไว้ (ราคาพาร์) เพื่อล้างขาดทุนสะสม 4 แสนล้านบาท ทำให้บรรยากาศห้องประชุมธนาคารทหารไทย แน่นขนัดเต็มไปด้วยผู้ถือหุ้นสูงวัย

ส่วนใหญ่เป็นอดีตนายทหารเก่า ถือหุ้นกันตั้งแต่ก่อตั้งธนาคาร ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซื้อหุ้นในราคาหุ้นละ 100 บาท

จึงไม่ต้องนึกภาพว่า คณะกรรมการจะได้รับเกียรติจากผู้ใหญ่สูงวัยถือไม้เท้า เดินโขยกเขยกมาให้พรกับผลการดำเนินงานที่ขาดทุนย่อยยับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอย่างไร

เมื่อการดำเนินงานของธนาคารทหารป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี จากราคาหุ้นละ 100 บาทในอดีต ลดฮวบเหลือหุ้นละ 1.42 บาทในปัจจุบัน ซ้ำผู้ถือหุ้นไม่เคยได้รับเงินปันผลสักบาท เพราะผลประกอบการธนาคารขาดทุนสะสมมาโดยตลอด

ส่วนหนึ่งก็เพราะกลุ่มทุนที่เข้ามาบอนไซ ธนาคารแห่งนี้ตั้งแต่อดีต ด้วยความที่เป็นธนาคารกึ่งราชการ มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ยังไม่นับรวมกลุ่มทหารซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลักในอดีต เป็นกลุ่มก้อนของผู้ทรงอิทธิพลต่อธนาคารแห่งนี้

ความโชคร้ายจึงตกอยู่กับคณะกรรมการชุดปัจจุบันที่มี บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ 2 ปี และอยู่ระหว่างพิสูจน์ฝีมือ ซึ่งต่อจากนี้ฝ่ายบริหารมีหน้าที่ต้องสร้างกำไรเพื่อจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นให้ได้ หลังจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติการลดพาร์เพื่อล้างขาดทุนสะสมเป็นที่เรียบร้อย

ขั้นตอนแรก ธนาคารจะต้องโอนเงินทุนสำรองเพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสมของธนาคาร

จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนที่สอง ลดทุนจดทะเบียน และทุนชำระแล้วของธนาคาร โดยลดพาร์แต่ละหุ้นให้ต่ำลง จากเดิมมูลค่าหุ้นละ 10 บาท เป็นมูลค่าหุ้นละ 0.95 บาท ซึ่งจะทำให้ทุนจดทะเบียนลดลงจากจำนวน 437,087 ล้านบาท เป็นจำนวน 41,523 ล้านบาท และทุนชำระแล้วลดลงจากจำนวน 435,287 ล้านบาท เป็นจำนวน 41,352 ล้านบาท

แต่กว่าจะผ่านกระบวนการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นได้ คณะกรรมการต้องปาดเหงื่อกันหลายตลบ เพราะมีข้อซักถามจากผู้ถือหุ้นเกี่ยวกับตัวเลขหุ้นที่ถูกลดพาร์เหลือหุ้นละ 0.95 บาท ว่าเหตุใดต้องลดเหลือราคาที่ไม่เต็มบาท และจะมีผลอย่างไรต่อผู้ถือหุ้น

บุญทักษ์ อธิบายว่า เป็นการล้างขาดทุนทางบัญชี ถ้าลดพาร์เหลือหุ้นละ 0.95 บาท จะทำให้เหลือขาดทุนสะสม 78 ล้านบาท แต่ถ้าลดพาร์เหลือหุ้นละ 1 บาท จะเหลือขาดทุนสะสม 2,200 บาท ฉะนั้น การล้างขาดทุนให้เกลี้ยงเพื่อสร้างกำไรจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้ช้าเร็วจึงต่างกัน

หากธนาคารลดพาร์เหลือหุ้นละ 0.95 บาท ตามที่ขออนุมัติจากผู้ถือหุ้น กำไรที่ได้ในไตรมาสแรกปีนี้ 400500 ล้านบาท จะสามารถนำมาล้างขาดทุนสะสมที่เหลือได้ 78 ล้านบาท ซึ่งธนาคารอยากให้กระบวนการต่างๆ เสร็จก่อนเดือน มิ.ย. 2553 เพื่อให้งบครึ่งปีแรกออกมาสวย ไม่มีขาดทุนสะสมติดอยู่อีก

“ถ้าปีนี้กำไร ก็น่าใช้เป็นฐานในการจ่ายปันผลได้ ถ้ามีกำไรธนาคารก็จ่ายปันผลได้เลย” บุญทักษ์ กล่าว

ขณะที่ผู้ถือหุ้นสูงวัยได้เล่ากลางที่ประชุมว่า เป็นอดีตนายทหารตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ซื้อหุ้นละ 100 บาท ตั้งแต่ธนาคารอยู่ที่สี่แยกราชประสงค์ พยายามติดตามซื้อหุ้นของธนาคารมาโดยตลอด กระทั่งธนาคารเพิ่มทุนก็ติดตามซื้อแม้จะไม่เคยได้เงินปันผลเลยสักครั้ง เพราะต้องการให้ธนาคารแห่งนี้อยู่ชั่วลูกชั่วหลานตลอดไป

“ผมไม่เคยเสียใจที่ซื้อหุ้นแล้วขาดทุน ผมเป็นทหาร ผมมองว่าเราต้องเสียสละเพื่อชาติ” ถ้าธนาคารแห่งนี้ต้องการความช่วยเหลือ ทุกครั้งที่ประชุมผู้ถือหุ้น ผมไม่เคยมา เพราะไม่สบาย นี่ก็นั่งขาสั่น แต่วันนี้ผมบอกกับภรรยาว่า ต้องมาให้ได้ ก็ถือไม้เท้ามากัน 2 คน นั่งแท็กซี่มาด้วยกัน อยากเห็นว่าต่อไปธนาคารจะเป็นอย่างไร” อดีตนายทหารเก่ารายหนึ่ง แสดงความในใจ

เสาวนีย์ กมลบุตร ประธานกรรมการธนาคาร ชี้แจงว่า ขณะนี้ไอเอ็นจียังไม่ได้ตอบกลับว่าจะซื้อหุ้นธนาคารเพิ่มหรือไม่ โดยเจตนาของกระทรวงการคลังก็ต้องการขายหมด

ขณะนี้ธนาคารมีความแข็งแกร่ง จึงไม่รีบร้อนในการหาผู้ซื้อหุ้นที่กระทรวงการคลัง ถืออยู่ 26.2% อีกทั้งคุณภาพสินเชื่อของธนาคารก็ดีขึ้น สามารถลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เหลือ 9% ถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่ธนาคารลดเอ็นพีแอลเหลือเลขหลักเดียว

ปัจจุบันหุ้นธนาคารทหารไทยราคาอยู่ที่ 1.35 บาท โดยสินเชื่อสุทธิ 5 เดือนแรกของปี 2553 เติบโต 1% เฉพาะในเดือน พ.ค. 2553 โดยมียอดสินเชื่อสุทธิ หลังหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 3.39 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 4 แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์จลาจลในช่วงเดือน พ.ค. 2553

ขณะที่เงินฝากในเดือน พ.ค. 2553 เท่ากับ 4.04 แสนล้านบาท ลดลง 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรวมแล้วเงินฝากในระยะ 5 เดือนแรก ยังลดลง 0.6% จากสิ้นปี 2552

โดยธนาคารยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในปี 2553 ที่ 10% โดยในระยะ 7 เดือนที่เหลือของปี 2553 สินเชื่อจะยิ่งเติบโตในลักษณะที่เร่งตัวมากขึ้น จะเน้นการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มเอสเอ็มอีและรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วน 49.8% ของสินเชื่อรวม ซึ่งจะได้รับผลบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วกว่ากลุ่มสินเชื่อรายใหญ่

แม้ธนาคารฯ จะไม่ได้คาดหมายการเพิ่มขึ้นของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) มากนัก เนื่องจากได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสินเชื่อรายใหญ่โดยการปรับลดระยะเวลาการปล่อยกู้ให้สั้นลงเพื่อลดความเสี่ยงและทำให้ธนาคารฯ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการเงินกู้ได้บ่อยครั้งมากขึ้น จึงสามารถคาดหมายการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ที่จะเข้ามาทดแทนในเชิงรุกได้มากขึ้น ส่วนประเด็นความกังวลเรื่องเอ็นพีแอล ที่ยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง โดยสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นเดือนเม.ย.ลดเหลือ 9.95% เทียบกับ 12.1% ณ สิ้นไตรมาสแรก แต่ยังเป็นระดับสูงที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ ผู้บริหารตั้งเป้าว่าสิ้นปีนี้ ทีเอ็มบีจะรักษาระดับสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อที่ระดับต่ำกว่า 10% ได้

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2553 ทยอยปรับดีขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อน โดยในช่วงไตรมาสแรกมีกำไรสุทธิ 707 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62% ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 23% ของประมาณการทั้งปีที่ 3,018 ล้านบาท ซึ่งเติบโตประมาณ 48%

หากผู้บริหารชุดเก่าได้มาฟังเสียงสะท้อนผู้ถือหุ้นที่เรียกร้องให้หาตัวคนบริหารที่ทำให้ธนาคารเกิดผลขาดทุน ทั้งที่ได้เบี้ยประชุมแต่ละครั้งหลักหมื่นบาท รวมค่าจ้างทั้งปีต่อหัวหลักล้าน ขณะที่ผู้ถือหุ้นเจ๊งไม่มีเจ๊า ก็เป็นเรื่องน่าเศร้าของระบบสถาบันการเงินไทยที่ไม่ได้พัฒนาไปไหนไกล ทหารไทยนี่แหล่ะตัวอย่าง

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน