
ASK ปันผลสูงได้ดี ดอกเบี้ยขาลง
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ทำให้ผลตอบแทนตราสารหนี้และเงินฝากลดต่ำลง เม็ดเงินจึงต้องวิ่งหาสินทรัพย์ลงทุนที่สร้างผลตอบแทนสูงกว่า เลือกหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) สูง และความผันผวนต่ำ โดยบริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) เด่น ให้มูลค่าเหมาะสมที่ 30.10 บาท
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ทำให้ผลตอบแทนตราสารหนี้และเงินฝากลดต่ำลง เม็ดเงินจึงต้องวิ่งหาสินทรัพย์ลงทุนที่สร้างผลตอบแทนสูงกว่า เลือกหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) สูง และความผันผวนต่ำ โดยบริษัท เอเซียเสริมกิจ
ลีสซิ่ง (ASK) เด่น ให้มูลค่าเหมาะสมที่ 30.10 บาท
การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% มาสู่ 1.5% ในการประชุม กนง.เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2558 นับเป็นเรื่องที่ผิดจากความคาดหมาย และส่งผลทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือ Bond Yield อายุ 1 ปี ปรับลดทันทีมาอยู่ที่ 1.58% ขณะที่ในช่วงกว่า 2 เดือนครึ่งที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นได้ปรับฐานลงมาราว 6% สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ Market Earning Yield Gap ซึ่งคำนวณจาก Market Earning Yield (EPS/SET Index) ลบด้วย Bond Yield 1 ปี ขยายกว้างขึ้นจากระดับที่ต่ำกว่า 3% มาอยู่ที่เหนือ 4% ใกล้เคียงระดับปกติที่อยู่ในช่วง 4-5% องค์ประกอบดังกล่าวน่าจะทำให้เริ่มเห็นแรงซื้อบางส่วนเข้ามาจากกลุ่มนักลงทุนระยะยาวที่หวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น หลังจากการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ให้ผลตอบแทนที่ต่ำมากเกินไป
หุ้นที่น่าสนใจจะให้น้ำหนักไปยังกลุ่มที่มี Dividend Yield สูงกว่า 4% มีความผันผวนของราคาต่ำ (Beta ไม่เกิน 1 เท่า) ซึ่งหากไม่นับรวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ Property Fund อย่าง POPF, CPNRF, SPF และ TFUND หุ้นเด่นได้แก่บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) หรือ KGI, บริษัท น้ำมันพืชไทย (TVO), ASK, บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET, บริษัท ค้าเหล็กไทย (TMT), บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) และบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) ซึ่งภายใต้สถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลง เลือก ASK เป็น Top Pick
การเมือง ปกคลุมด้วยกระแสวิจารณ์รัฐธรรมนูญ
ช่วงเดือน พ.ค. 2558 สถานการณ์การเมืองน่าจะถูกปกคลุมด้วยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญเป็นหลัก โดยมีหลายประเด็นที่อยู่ในกระแส เช่น ที่มาของนายกรัฐมนตรี ระบบจัดการเลือกตั้ง องค์กรอิสระใหม่ พร้อมขอบเขตอำนาจ และความเห็นว่าควรจะทำประชาพิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ กระแสวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวน่าจะทำให้อุณหภูมิทางการเมืองดูร้อนขึ้น
อย่างไรก็ตาม จุดเวลาที่ต้องให้ความสำคัญเป็นหลักอยู่ที่การลงมติของ สปช. ซึ่งต้องดำเนินการภายในวันที่ 6 ส.ค. 2558 ซึ่งผลการลงมติดังกล่าวจะเป็นตัวชี้ว่าการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้เมื่อใด โดยหากมีมติรับร่างรัฐธรรมนูญ ก็น่าจะเลือกตั้งได้ช่วงปลายไตรมาสแรกปี 2559 แต่หากไม่รับร่าง ก็ยากที่จะกำหนดระยะเวลาการเลือกตั้งที่ชัดเจนได้ โดยอาจช้ากว่ากำหนดเดิมมากกว่า 1 ปี ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม
ปัญหากรีซ แนวโน้มดี แต่ยังมีเรื่องต้องลุ้น
เชื่อว่าปัญหาเจรจาหนี้กรีซมีแนวโน้มที่ดีเป็นลำดับ หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงคณะทำงานร่างกฎหมายปฏิรูปประเทศทำให้มีความคืบหน้ามากขึ้น และกรีซยังมีความยืดหยุ่นมากขึ้นหากกลุ่มเจ้าหนี้ยืนยันให้กรีซดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดที่รัฐบาลไม่เห็นด้วย ก็จะหาทางออกด้วยการจัดทำประชามติให้ประชาชนตัดสินใจ โดยนายกฯ กรีซเองค่อนข้างมั่นใจว่าน่าจะมีข้อตกลงกับเจ้าหนี้ TROIKA ได้ภายในวันที่ 9 พ.ค. ซึ่งเป็นเวลา 3 วันก่อนที่กรีซจะครบกำหนดชำระหนี้แก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จำนวน 750 ล้านยูโร ในวันที่ 12 พ.ค. ซึ่งหากเป็นไปตามที่คาดไว้ จะช่วยให้ความกังวลที่กรีซจะผิดนัดชำระหนี้ผ่อนคลายลงไป อย่างไรก็ตามยังมีโอกาสเช่นกันที่ผลการเจรจาจะไม่สามารถหาข้อยุติได้ เนื่องจากประชาชนในกรีซบางกลุ่มที่ต่อต้านการรัดเข็มขัดได้มีการประท้วงและสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น และอาจลุกลามบานปลายได้
เงินบาทอ่อนค่า ดีต่อส่งออก แต่อาจเร่งเงินทุนไหลออก
นับตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นรวมกว่า 7,800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยกระแสเงินไหลจากตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เข้าสู่ตลาดหุ้นฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งมีค่า current PER เพียง 11-14 เท่า ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเองก็เริ่มเห็นแรงขายออกมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน หลังจากที่หลายฝ่ายมีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยเชิงลบมากขึ้น แม้ว่าล่าสุด กนง.จะลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เชื่อว่ายังต้องใช้ระยะเวลาอีกพอสมควรกว่าจะเห็นผล นอกจากนี้การที่เงินบาทอ่อนค่า แม้จะเป็นผลดีต่อภาคส่งออก แต่อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการไหลออกของเงินทุน จึงน่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ดัชนีหุ้นปรับขึ้นไปอย่างจำกัด
วิเคราะห์เทคนิครายสัปดาห์
อัตราผลตอบแทนของตลาดหุ้นทั่วโลก (ตั้งแต่วันที่ 27-30 เม.ย.) พบว่าส่วนใหญ่จะยืนอยู่ในแดนลบ เริ่มจากสหรัฐแม้ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐยังมีมติให้คงดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อไป แต่จากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรกที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ทำให้ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 0.2% ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปติดลบเฉลี่ยราว 3% สำหรับตลาดหุ้นเอเชีย มีเพียงตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงเท่านั้นที่ยืนอยู่ในแดนบวกได้ ส่วนตลาดหุ้นกลุ่ม TIP ยังคงลงอย่างต่อเนื่อง ราคาน้ำมันขึ้นมาได้ค่อนข้างแรงในช่วงที่ผ่านมา และกำลังเตรียมขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 62 เหรียญสหรัฐ กองทุนที่น่าสนใจสัปดาห์นี้เลือกกอง K-OIL ขณะดัชนีหุ้นสัปดาห์นี้มีความเสี่ยงที่จะลงต่อหลังจากดีดขึ้นได้ในช่วงสั้นๆ หุ้นที่น่าสนใจคือบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC)







