posttoday
เอสเอ็มอีต้อง...

เอสเอ็มอีต้อง...

01 พฤษภาคม 2558

ทุกวันนี้ บ้านเรามีผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มากถึง 98% ของวิสาหกิจทั้งหมด

ทุกวันนี้ บ้านเรามีผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มากถึง 98% ของวิสาหกิจทั้งหมด

แต่จากการเปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ของ “สำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” (สสว.) พบว่า SMEs ของเราจะมีส่วนแบ่งของตลาดการส่งออกเพียง 26.3% ของการส่งออกรวมทั้งประเทศ ตลาดส่งออกสำคัญของ SMEs ก็คือ อาเซียน ซึ่งในปี 2557 (เดือน ม.ค.-ต.ค.) คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 26.6%

ตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ส่วนตลาดนำเข้า คือ จีน ซึ่งมีส่วนแบ่ง 27.1% และนำเข้าจากอาเซียน 14.2% ของการนำเข้ารวมของ SMEs

ปัจจุบันทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมและส่งเสริมการใช้โอกาสจากการที่จะเข้าสู่ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” (AEC) ในสิ้นปีนี้ โดยมุ่งเน้นให้เกิดการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการส่งเสริมและพัฒนาให้ SMEs ไทยสามารถแข่งขันได้ใน AEC

จากการวิเคราะห์ของ สสว. ถึงความพร้อมของกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม SMEs ในการเข้าสู่ AEC โดยการจัดกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมจากปัจจัยด้านต่างๆ อาทิ มูลค่าการส่งออก สัดส่วนมูลค่าการส่งออกต่อมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ มูลค่าการนำเข้า มูลค่าดุลการค้า มูลค่าการค้า สัดส่วนมูลค่าการส่งออกต่อมูลค่าการค้ารวม ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม อัตราการใช้กำลังการผลิต

โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม อันได้แก่

(1) กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมที่มีความพร้อมและได้ประโยชน์สูงสุดจาก AEC ทั้งด้านวัตถุดิบ แรงงาน ตลาด การลงทุน และประสิทธิประโยชน์ทางภาษี ได้แก่ กลุ่มเครื่องนุ่งห่ม อาหาร เครื่องจักรกลการเกษตร อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องหนัง พลาสติก และผลิตภัณฑ์ยาง โดยกลุ่มนี้ควรรวมกลุ่มให้เข้มแข็งด้วยการพัฒนากลุ่มคลัสเตอร์และห่วงโซ่อุปทานของประเทศไทยในการรุกตลาดอาเซียน โดยเฉพาะตลาดประเทศเพื่อนบ้าน

(2) กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จาก AEC แต่ต้องปรับตัว ได้แก่ กลุ่มสิ่งทอ ที่จะสามารถเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่แต่ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากภายในและภายนอกภูมิภาคอาเซียน กลุ่มนี้จึงต้องย้ายฐานการผลิตไปในตลาดอาเซียน เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และการเข้าถึงวัตถุดิบและแรงงาน

(3) กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมที่ต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ได้ประโยชน์จาก AEC ได้แก่ กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งมีความจำเป็นในการย้ายฐานการผลิต โดยเฉพาะการย้ายเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) เพื่อใช้ประโยชน์จากแรงงานและวัตถุดิบ

(4) กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมที่ไม่พร้อมต่อการเข้าสู่ AEC ได้แก่ กลุ่มการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ และชิ้นส่วนและอะไหล่ ซึ่งเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมที่สามารถประคองตัวเองได้ แต่ไม่ได้รับประโยชน์มากนักจากการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน สำหรับข้อเสนอแนะในการปรับตัวของกลุ่มนี้ก็คือ ส่งเสริมการรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจให้ได้

ดังนั้น จึงถึงเวลาที่ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจะต้องปรับตัว เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในความท้าทายใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของต้นทุน คุณภาพ และปริมาณ รวมทั้งควรศึกษาถึงความได้เปรียบเสียเปรียบของกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมแต่ละประเภทด้วย และพัฒนาศักยภาพการผลิตและมาตรฐานสินค้าด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อจะได้สามารถแข่งขันได้ ครับผม!

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน