
ปรับพอร์ต ดอกเบี้ยลด
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอีก 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1.5% ซึ่งถือว่าเป็นระดับชาติมาก นับจากวิกฤตสหรัฐอเมริกาที่ 1.25% โดยเหตุผลหลักก็เพื่อสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่ช่วงที่ผ่านมาตัวเลขการส่งออกที่ลดลงและต่ำกว่าที่เคยคาดไว้นับเป็นแรงกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ทำให้ล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดประมาณการเติบโตของ GDP ไทยปีนี้ลงมาจาก 3.9% มาอยู่ที่ 3.7%
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอีก 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1.5% ซึ่งถือว่าเป็นระดับชาติมาก นับจากวิกฤตสหรัฐอเมริกาที่ 1.25% โดยเหตุผลหลักก็เพื่อสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่ช่วงที่ผ่านมาตัวเลขการส่งออกที่ลดลงและต่ำกว่าที่เคยคาดไว้นับเป็นแรงกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ทำให้ล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดประมาณการเติบโตของ GDP ไทยปีนี้ลงมาจาก 3.9% มาอยู่ที่ 3.7%
จะเห็นว่าที่กล่าวมานั้นเป็นปัจจัยกดดันต่อการลงทุนของนักลงทุน เพราะจะฝากเงินดอกเบี้ยต่ำ ลงทุนในหุ้นก็มีความผันผวนสูงจากความวิตกกังวลด้านเศรษฐกิจ วันนี้เราจะมาคุยกันว่าในช่วงที่ภาวะของประเทศเป็นแบบนี้จะมีทางเลือกในการจัดพอร์ตอย่างไร เพื่อสร้างโอกาสในการได้ผลตอบแทนที่ดี
อันดับแรก ผมจะเลือกการลงทุนในประเทศมาสัก 2 กลุ่ม ที่คิดว่าน่าสนใจ หลังจากนั้นจึงพูดถึงการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ สำหรับการลงทุนในต่างประเทศนั้นผมยังตั้งอยู่ในสมมติฐานว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังคงเติบโตดีกว่าปีที่ผ่านมา อย่างน้อยการเติบโตน่าจะมากกว่า 3% ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยน่าจะคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำไว้
สินทรัพย์ประเภทแรกที่น่าสนใจ คือ การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากกองทุนเหล่านี้มีการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ ส่วนใหญ่จะจ่ายปีละ 4 ครั้ง และเงินปันผลนั้นจะมาจากรายได้ของสินทรัพย์ที่กองทุนนั้นลงทุน เงินจากค่าเช่าพื้นที่ศูนย์การค้า ค่าเช่าจากอาคารสำนักงาน เป็นต้น อย่างไรก็ดีสินทรัพย์ที่กองทุนเหล่านี้ไปลงทุน บางครั้งอาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ หรือมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเช่นกัน แม้จะไม่สูงเท่าการลงทุนในหุ้นก็ตาม
ผมอยากให้ท่านผู้อ่านลองดูปัจจัยที่สำคัญก่อนตัดสินใจลงทุน เช่น สินทรัพย์ที่กองทุนลงทุนเป็นอะไร มีรายได้สม่ำเสมอหรือมีความเสี่ยงของรายได้มากแค่ไหน เช่น ถ้าสินทรัพย์นั้นเป็นโรงแรม รายได้จากการบริการเข้าพักของนักท่องเที่ยวนั้นย่อมต้องมีความผันผวนมากกว่าอาคารสำนักงานหรือโกดังสินค้าซึ่งมีสัญญาการเช่าพื้นที่ระยะยาวกว่า ปัจจัยที่สองคือประเภทของสัญญา เช่น เป็นสัญญาเช่า หรือเป็นการบริหาร ซึ่งถ้าเป็นอย่างแรกเงินปันผลที่จ่ายออกมาต้องถูกลดทอนด้วยอายุคงเหลือของสิทธิการเช่า ปัจจัยที่สาม คือ การเติบโตของรายได้ซึ่งสะท้อนตามประเภทของทรัพย์สินแต่ละประเภท ดังนั้น การตัดสินใจลงทุน นักลงทุนไม่ควรพิจารณาจากอัตราการจ่ายเงินปันผลเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจากค่า IRR ของกองทุนนั้นๆ เป็นสำคัญ
สินทรัพย์ประเภทที่สอง ได้แก่ การลงทุนในหุ้นที่มีการเติบโตของรายได้และกำไรสุทธิ และมีการจ่ายเงินปันผลในราคาสูง ซึ่งการลงทนในหุ้นนั้นจะมีความผันผวนทางราคาที่ค่อนข้างสูง แต่การลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีการเติบโตของกำไรสุทธิและมีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีในช่วงภาวะดอกเบี้ยต่ำ และถ้าประเทศไทยยังมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าร้อยละ 3 การลงทุนในหุ้นในระยะยาวยังน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีจากทั้งเงินปันผลและการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาในอนาคตได้
ในส่วนที่สองนั้น ผมยังอยากให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณาการกระจายเงินลงทุนไปยังต่างประเทศโดยเฉพาะในตลาดหุ้น ซึ่งช่วงนี้จะมีเม็ดเงินที่ไหลเข้าจากมาตรการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มยูโร ญี่ปุ่น และจีน แม้ว่าตลาดหุ้นของประเทศดังกล่าวจะมีการปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์ยังคงมองว่าดัชนียังสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีกจากการคาดการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณเงินที่ไหลเข้า
กองทุนที่แนะนำในช่วงนี้เป็นกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศยูโร แต่แนะนำให้เลือกกองทุนที่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากค่าเงินยูโรยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงต่อเนื่อง สอง กองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นและมีการป้องกันความเสี่ยง เช่น กองทุน ASP EUROPE VALUE และกองทุน K EUROPE เป็นต้น อัตราแลกเปลี่ยนเช่นเดียวกัน เช่น กอง SCB NK225 เป็นต้น และสุดท้ายกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นจีน เช่น กองทุน TMBCHINA EQUITY INDEX เป็นต้น
อย่างไรก็ดี การลงทุนในหุ้นนั้นมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาที่ค่อนข้างสูง นักลงทุนควรติดตามข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับตัวเลขเศรษฐกิจและตลาดทุนอย่างใกล้ชิด ท้ายสุดนี้ผมขออวยพรให้ท่านผู้อ่านทุกท่านประสบความสำเร็จจากการลงทุนและกิจการงานอื่นครับ
สวัสดีครับ







