
อีเอ็มซีเผยโลกปี2567 คนยุคข้อมูลพลิกอนาคต
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
โลกแห่งยุคเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้นทุกวัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ที่ปัจจุบันจากคนไทย 64.9 ล้านค้น มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสูงถึง 35 ล้านคน มีผู้ใช้งานโซเชียล มีเดีย 34 ล้านคน มีจำนวนมือถือถึง 94 ล้านเครื่อง และมีการใช้งานโซเชียลมีเดียผ่านดีไวซ์ถึง 30 ล้านเครื่อง
จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีนำมาซึ่งการเปลี่ยน แปลงทั้งในแง่บุคคลและองค์กรที่่ต้องปรับตัวตาม โดยเผยผลวิจัยล่าสุดที่ชื่อว่า “คนในยุคแห่งข้อมูล : พลิกโฉมอนาคตตั้งแต่วันนี้” (The Information Generation : Transforming The Future, Today) ที่บ่งชี้ว่าในปี 2567 โลกจะก้าวเข้าสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลข่าวสารอย่างแท้จริง และจะมีการเปลี่ยน แปลงครั้งใหญ่ทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การเสพข้อมูลข่าวสารและความเป็นส่วนตัว
นอกจากนี้ ผู้คนในยุคนั้นจะเป็นคนเจเนอเรชั่นใหม่ หรือ “คนในยุคแห่งข้อมูล” (The Information Generation) ที่เชื่อมต่อและสื่อสารผ่านโลกออนไลน์อยู่ตลอดเวลา และเข้าถึงข้อมูลจากทั่วโลกได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส อีกทั้งยังมองโลกต่างจากคนยุคก่อนๆ
ทั้งนี้ ในแง่ขององค์กรธุรกิจต่างๆ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นกัน โดยผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้นำธุรกิจตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการถึงผู้บริหารระดับสูงจำนวน 3,600 คน ใน 18 ประเทศทั่วโลก เผยให้เห็นถึงความคาดหวังใหม่ๆ ของคนเจเนอเรชั่นใหม่ รวมถึงปัจจัยสำคัญทางธุรกิจที่จะทำให้องค์กรสามารถแข่งขันและประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้
นฐกร พจนสัจ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อีเอ็มซี อินฟอร์ เมชั่น ซิสเท็มส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ธุรกิจที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัลถือเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และธุรกิจที่เกิดขึ้นมาก่อนจะต้องพลิกโฉมองค์กรเพื่อให้สามารถก้าวทันและยังคงอยู่ได้
ผลวิจัยยังระบุว่า ผู้นำธุรกิจ 96% เชื่อว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ทางธุรกิจไปอย่างสิ้นเชิง และอีก 93% เห็นว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในยุคหลังนี้ส่งผลให้ความคาดหวังของลูกค้าเปลี่ยนไป และแทบทุกคนกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะมีอัตราที่สูงขึ้นในช่วงทศวรรษนี้
ขณะเดียวกันยังพบว่า สิ่งสำคัญที่ลูกค้าคาดหวังเป็นอันดับต้นๆ คือ การเข้าถึงบริการที่รวดเร็วมากขึ้น การเชื่อมต่อเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา การเข้าถึงข้อมูลและใช้งานได้บนอุปกรณ์ที่หลากหลายและประสบการณ์ส่วนตัวที่แปลกใหม่ยิ่งขึ้น
แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ แม้ผู้นำธุรกิจส่วนใหญ่จะมองว่าปัจจัยข้างต้น เป็นเรื่องสำคัญ แต่มีองค์กรเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ และสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในธุรกิจ โดยมีเพียง 12% ที่กล่าวว่าสามารถคาดเดาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้ และเพียง 9% เชื่อว่าบริษัทสามารถคิดค้นนวัตกรรมได้อย่างคล่องตัว 14% มองว่าธุรกิจมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ และเพียง 11% สามารถมอบประสบ การณ์ที่เป็นส่วนตัวให้กับลูกค้าได้ ขณะที่ 12% มองว่าองค์กรของตนสามารถทำงานได้แบบเรียลไทม์
พร้อมกันนั้นยังได้คาดการณ์ว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ โดยเทคโนโลยีจะยังคงพลิกโฉมโลกอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2567 ซึ่งจะเกิดภาพที่ชัดเจน 5 ประการ คือ 1.ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจจะซื้อขาย แบ่งปัน และแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างเปิดเผย 2.สิ่งของต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราจะมีความสามารถในการรับรู้ โต้ตอบ และเชื่อมโยงกัน 3.ระบบวิเคราะห์อัตโนมัติ หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามามีส่วนในกระบวนการตัดสินใจของมนุษย์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน 4.มนุษย์เองก็จะสื่อสารและเสพข้อมูลต่างๆ ผ่านดีไวซ์ที่หลากหลายขึ้น และ 5.ลูกค้าจะสามารถควบคุมความเป็นส่วนตัวของตัวเองได้ดีขึ้นผ่านเครื่องมือใหม่ๆ
ข้อมูลของ การ์ทเนอร์ และ ไอดีซี ยังระบุว่า ภายในปี 2563 คนกว่า 7,000 ล้านคนทั่วโลกที่เข้าถึงอุปกรณ์สื่อสารอย่างน้อยกว่า 3 หมื่นล้านเครื่อง จะสร้างข้อมูลกว่า 44 เซตตะไบต์ (หรือ 44 ล้านล้านกิกะไบต์) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่องค์ประกอบทุกๆ ด้านของชีวิตเกี่ยวพันกับข้อมูลอย่างแยกไม่ออก ดังนั้นการปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ การจัดการข้อมูลจำนวนมากจึงเป็น สิ่งที่ทุกองค์กรมองข้ามไม่ได้
จากผลวิจัยที่กล่าวมา ทำให้ อีเอ็มซีต้องให้ข้อมูลแก่ลูกค้าและกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนองค์กรให้พร้อมรับกับโลกอนาคตอันใกล้นี้ โดยเริ่มจากการเสนอเครื่องมือที่ครบวงจรในการช่วยภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการรองรับ 4 เทรนด์ใหญ่ไอทีที่จะเปลี่ยนโลก นั่นคือ บิ๊กดาต้า โซเชียล โมบายล์ และคลาวด์
“ปัจจุบันอีเอ็มซีมั่นใจว่ามีความพร้อมมากที่สุดและครบวงจรในการนำเสนอเครื่องมือยกระดับธุรกิจให้สามารถปรับตัวเท่าทันยุคเทคโนโลยี ที่ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่บุคลากรและองค์กร”
สิ่งสำคัญคือ การชี้ให้องค์กร เห็นประโยชน์ในการปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะการช่วยลดต้นทุนใน อนาคตและเพิ่มประสิทธิภาพการ ทำงาน เพราะแม้จะลงทุนมาก แต่ในระยะยาวจะเกิดความคุ้มค่าและต้นทุนถูกกว่าในแง่การบำรุงรักษา ซึ่งคาดการณ์ว่าความพร้อมลงทุน เพื่อเปลี่ยนแปลงจะเริ่มจากธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงก่อน เช่น ธนาคารภาครัฐ อาหารเครื่องดื่ม เป็นต้น







