
ชี้ช่อง ‘โก ออนไลน์’ หนีปลาใหญ่กินปลาเล็ก
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดกระแส “ดราม่า มาร์เก็ตติ้ง” ในโลกออนไลน์ กรณีมีผู้เขียนบทความ (บล็อกเกอร์) ลงในโซเชียลมีเดีย กล่าวถึงผู้ประกอบการธุรกิจรายเล็กเจ้าหนึ่งพัฒนาสินค้าเบเกอรี่สอดไส้กล้วยขึ้นมา และเตรียมนำเข้าไปทำตลาดในช่องทางร้านค้าสะดวกซื้อรายใหญ่ในไทย และไม่สามารถนำสินค้าเข้าไปวางขายได้ตามที่เคยมีการตกลงกันไว้ในเบื้องต้น ก่อนที่ร้านค้าสะดวกซื้อรายดังกล่าวออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดกระแส “ดราม่า มาร์เก็ตติ้ง” ในโลกออนไลน์ กรณีมีผู้เขียนบทความ (บล็อกเกอร์) ลงในโซเชียลมีเดีย กล่าวถึงผู้ประกอบการธุรกิจรายเล็กเจ้าหนึ่งพัฒนาสินค้าเบเกอรี่สอดไส้กล้วยขึ้นมา และเตรียมนำเข้าไปทำตลาดในช่องทางร้านค้าสะดวกซื้อรายใหญ่ในไทย และไม่สามารถนำสินค้าเข้าไปวางขายได้ตามที่เคยมีการตกลงกันไว้ในเบื้องต้น ก่อนที่ร้านค้าสะดวกซื้อรายดังกล่าวออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ต่อเรื่องนี้ ชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (เอ็มเอที) และที่ปรึกษาองค์กรธุรกิจ กล่าวว่า เรื่องนี้อาจเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีที่กำลังจะเติบโตสามารถเผชิญได้ในอนาคต เมื่อธุรกิจเริ่มขยายตัวจากความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้น และนำไปสู่การขยายช่องทางขายใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับเจ้าของธุรกิจ
พร้อมให้คำแนะนำสำหรับเจ้าของธุรกิจรายย่อยที่สนใจขยายตลาดผ่านช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งในขั้นตอนของการเจรจาทางธุรกิจนั้น ในส่วนของผู้ประกอบการเองจำเป็นจะต้องมี “ซิกท์ เซนส์” ในการทำธุรกิจเป็นอย่างดี โดยจะต้องรู้ว่าเรื่องใดควรที่จะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจด้านอาหารที่อาจมีสูตรลับในการผลิตแต่ละเมนู ซึ่งหากอยู่ระหว่างขั้นตอนทางธุรกิจก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองอีกมุมหนึ่งก็เชื่อว่าหากธุรกิจรายเล็กที่สามารถเข้าไปวางจำหน่ายสินค้าได้ในร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่มีสาขาจำนวนมากให้บริการแก่ลูกค้า ซึ่งหากผลิตภัณฑ์หรือสินค้านั้นสามารถเข้าไปวางจำหน่ายได้แล้ว ก็ถือว่าผ่านขั้นตอนการเลือกสรรตามมาตรฐาน การตรวจสอบระดับคุณภาพตามที่องค์กรขนาดใหญ่วางไว้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการรับประกันหรือการันตีสินค้าให้กับเจ้าของไปด้วยพร้อมกัน
ทั้งนี้ จากโลกการค้าที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน เชื่อว่ามีเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ๆ หลายรายทั้งที่กำลังเริ่มต้นกิจการ หรืออยู่ระหว่างวางแผนขยายการทำตลาด สามารถใช้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือเพื่อทำตลาดออนไลน์ที่สามารถทดแทนการทำตลาดในช่องทางปกติ โดยเฉพาะการเข้าหน้าร้านค้าปลีกสมัยใหม่รูปแบบ (ฟอร์แมท) ต่างๆ ทั่วไปในปัจจุบัน ที่มีการเรียกเก็บค่า
แรกเข้า (เอนทรานซ์ฟี) และกลายเป็นต้นทุนที่มีผลต่อการตั้งราคาสินค้าเช่นกัน
ขณะที่การเปิดตัวหรือทำตลาดสินค้าประเภทต่างๆ ในช่องทางออนไลน์นั้น ถือว่าใช้ทุนต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับช่องทางค้าปลีกดั้งเดิมทั่วไป ที่สำคัญยังสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ๆ ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่ผู้ประกอบการธุรกิจร้านค้าปลีกประเภทต่างๆ ทั่วโลกเห็นเทรนด์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น และต่างหันมาพัฒนาช่องทางค้าปลีกออนไลน์เข้ามาเสริมด้วยเช่นกัน
ชลิต กล่าวอีกว่า จากกระแสที่เกิดขึ้นเอสเอ็มอีไทยยุคใหม่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเกาะติดหรือเรียนรู้เทคโนโลยีมากขึ้น รู้จักการค้าออนไลน์ ระบบความรับผิดชอบต่อลูกค้า ระบบการขนส่งกระจาย
สินค้าหรือโลจิสติกส์ ที่จะต้องสามารถส่งสินค้าได้ตามที่กำหนด รวมถึงระบบการชำระเงิน เป็นต้น เพื่อให้ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยในอนาคตมีโอกาสเติบโตได้ด้วยตัวเองและอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหน้าร้านค้าปลีกสมัยใหม่
พร้อมกันนี้ ในส่วนของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ยังมีแผนจัดตั้งหน่วยงานสมาชิกผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี ยูนิต) ขึ้นมาภายใต้การดูแลของสมาคมด้วย เพื่อติดปีกทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยไทย ที่พบว่า “การตลาด” คือจุดอ่อนสำคัญที่สั่งสมมาโดยตลอดช่วงที่ผ่านมา
เบื้องต้นคาดจะมีธุรกิจขนาดเล็กเป็นสมาชิกสมาคมไม่ต่ำกว่า 50-100 ราย ที่พร้อมช่วยกลุ่มปลาเล็กอย่างเอสเอ็มอี ให้มีความแข็งแกร่งสามารถว่ายหลบหลีกจากการแข่งขันทางการค้าของธุรกิจรายใหญ่่ได้







