
เน็ตเวิร์กไทยเบอร์67โลก ลดช่องว่างภูมิภาคเอื้อศก.
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กลายเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อสังคมโลกอย่างมากในปัจจุบัน
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กลายเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อสังคมโลกอย่างมากในปัจจุบัน เพราะไอซีทีกลายเป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของบุคคล องค์กร ไปจนถึงประเทศ รวมถึงช่วยยกระดับการก้าวไปสู่ความสำเร็จของคนในสังคมด้วย
The Global Information Technology Report 2015 ของ World Economic Forum ระบุว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศที่เร่งพัฒนาและปฏิวัติด้านไอซีทีของตัวเอง มีอัตราเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ดี การเติบโตดังกล่าวจะเห็นได้ชัดเป็นพิเศษในกลุ่มประเทศร่ำรวย
ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวได้สำรวจดัชนีความพร้อมด้านเน็ตเวิร์ก (NRI) ประจำปี 2558 ประกอบด้วยตัวชี้วัด 4 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับไอซีที เช่น บรรยากาศด้านธุรกิจและนวัตกรรม บรรยากาศด้านการเมืองและการควบคุมกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2.ด้านความพร้อม เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ทักษะของผู้ใช้งาน ความสามารถในการซื้อสินค้าไอซีที 3.ปริมาณการใช้ ได้แก่ การใช้ส่วนบุคคล การใช้ของภาคธุรกิจ และการใช้ของภาครัฐ และ 4.ผลกระทบของด้านไอซีที ทั้งต่อเศรษฐกิจและสังคม
ผลการสำรวจปรากฏว่า ประเทศที่ประชากรมีรายได้สูง (High Income Countries) กวาด 31 ตำแหน่งแรกของโลก จากการสำรวจ 143 ประเทศไปครอง โดยสิงคโปร์ ประเทศหนึ่งในอาเซียน สามารถคว้าอันดับ 1 ของโลกไว้ได้
ขณะที่อันดับ 32 ของโลก ได้แก่ มาเลเซีย และยังทำให้มาเลเซียกลายเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคอีกด้วย
สำหรับไทยตามมาเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาค แต่ยังอยู่ที่อันดับ 67 ของโลก ขณะที่ประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี รั้ง 4 อันดับสุดท้ายของอาเซียน โดยพม่าอยู่ไกลถึงอันดับที่ 139 ของโลก
ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแต่ละประเทศในอาเซียนมีความพร้อมด้านไอซีทีไม่เท่ากันอย่างชัดเจน แม้จะเทียบระดับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หรือเศรษฐกิจกำลังเติบโตด้วยกัน มาเลเซียกับพม่าก็ยังมีอันดับห่างกันมากกว่า 100 อันดับ
รายงานระบุด้วยว่า ประเทศที่ประชากรมีรายได้สูง ทิ้งระยะห่างความพร้อมด้านไอซีทีกับประเทศอื่นๆ ของโลกมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2555
แม้การพัฒนาด้านไอซีทีจะส่งผลต่อเศรษฐกิจมหภาค 4 ด้าน ได้แก่ 1.ส่งผลต่อจีดีพีโดยตรงจากการผลิตสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับไอซีที 2.ส่งผลต่อการเติบโตของผลิตภาพการผลิต และโครงสร้างใหม่ในองค์กรต่างๆ 3.ทำให้เกิดการจ้างงานในอุตสาหกรรมไอซีที และ 4.เพิ่มผลิตภาพแรงงาน รวมถึงผลของการพัฒนาไอซีทีทั้ง 4 ด้าน จะช่วยขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความยากจนในแต่ละประเทศ แต่หากสุดท้ายประชาชนที่มีรายได้น้อยยังไม่สามารถเข้าถึงไอซีทีได้ ดังที่เกิดขึ้นในหลายประเทศของอาเซียน ประโยชน์ดังกล่าวย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รายงานแนะนำว่าต้องมีนโยบายหลักออกมา 5 ข้อ ได้แก่ 1.ต้องเพิ่มแรงจูงใจในการพัฒนาการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไปยังเขตชนบทและชุมชนที่ไม่เคยเข้าถึง 2.เชื่อมโยงโรงเรียนและห้องสมุดเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ รวมถึงสร้างความเชื่อมโยงให้เกิดขึ้นภายในแต่ละโรงเรียนด้วย 3.ยกเลิกภาษีอุปกรณ์และการเข้าถึงอุปกรณ์สำหรับกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่ม
4.พัฒนาและกระตุ้นหลักสูตรการฝึกอบรมด้านไอซีที เพื่อให้คนเข้าใจว่าไอซีทีสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ชีวิตของตัวเองอย่างไรบ้าง และ 5.ลดระยะห่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิงในการใช้ไอซีที
นอกจากนี้ ภาครัฐยังควรคำนึงถึงหลักอีก 5 ข้อ ได้แก่ 1.การเพิ่มพลังให้แก่ไอซีที เช่น การปรับปรุงการเข้าถึงบริการ โอกาสการสร้างธุรกิจและการจ้างงานในอุตสาหกรรมต่างๆ 2.การไม่หลงเชื่อว่าไอซีทีจะกระจายตัวออกไปอย่างรวดเร็วเองได้ เนื่องจากปัจจุบันยังมีประชากรไม่ต่ำกว่า 450 ล้านคนทั่วโลก ที่อยู่อาศัยในบริเวณปราศจากสัญญาณโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศมีรายได้น้อย บางประเทศประชากร 90% ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้
3.การเพิ่มแรงจูงใจในตลาดไอซีที เนื่องจากการลงทุนด้านไอซีทีต้องใช้เงินจำนวนมาก เพื่อให้ภาครัฐไม่ต้องลงทุนเองจำนวนมาก ต้องมีนโยบายที่เหมาะสมมาจูงใจภาคเอกชน 4.การกระจายไอซีทีเพื่อกระจายความสำเร็จ และ 5.การมีข้อมูลด้านไอซีทีที่ชัดเจนเพื่อพัฒนานโยบายให้ดีขึ้น







