
ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนของไทย
โดย...ดร.ธัชพล กาญจนกูล
โดย...ดร.ธัชพล กาญจนกูล
ระยะนี้ผมได้มีโอกาสพบกับเพื่อน วปอ.57 เป็นประจำทุกสัปดาห์ มีแต่คนบ่นว่าทำไมช่วงนี้เศรษฐกิจถึงไม่ค่อยดี แม้ว่าราคาน้ำมันลดลงเหลือประมาณ 50 เหรียญ/บาร์เรล อัตราเงินเฟ้อก็อยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 1 อัตราดอกเบี้ยนโยบายก็ปรับลดลงมาอีกร้อยละ 0.25 เหลือร้อยละ 1.75 ซึ่งตามหลักการแล้วน่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เริ่มดีขึ้นบ้าง แต่อย่างไรก็ดี การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนก็ยังไม่กระเตื้องขึ้น เนื่องจากกำลังซื้อของคนทั่วไปยังไม่เพิ่มขึ้น สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากปัญหาหนี้สินของประชาชนหรือที่เรียกว่าหนี้ภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มที่สูงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
หากจะกล่าวถึงหนี้ภาคครัวเรือนไทยในปัจจุบัน ต้องนับว่าเป็นปัญหาหลักอย่างหนึ่งที่ทุกภาคส่วนควรจะต้องร่วมกันดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม มิเช่นนั้นปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของการเติบโตของระบบเศรษฐกิจไทยได้
เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุหรือต้นตอปัญหาการเพิ่มขึ้นของหนี้ภาคครัวเรือนไทยที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการดำเนินมาตรการที่ส่งเสริมหรือกระตุ้นการใช้จ่ายและการบริโภคของประชาชนในประเทศในช่วงย้อนหลังไป 5-6 ปีที่ผ่านมา ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ และสถาบันการเงินภาครัฐและภาคเอกชนมีการแข่งขันสูงในการปล่อยสินเชื่อ และมีการออกผลิตภัณฑ์ด้านสินเชื่อใหม่ๆ โดยเฉพาะสินเชื่อเกี่ยวกับการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล เพื่อจูงใจให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้หนี้ภาคครัวเรือนของไทยมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากปี 2554 อยู่ที่ร้อยละ 70.6 ของ GDP ปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 85.9 ของ GDP ซึ่งสูงกว่าระดับปกติที่จะอยู่ประมาณร้อยละ 60 ของ GDP ในช่วงปี 2551-2553 อย่างไรก็ตาม เมื่ออัตราการเติบโตของหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากที่เคยเติบโตสูงสุดในอัตราร้อยละ 18.1 ในไตรมาส 2 ปี 2555 มาอยู่ที่ร้อยละ 6.53 ในไตรมาสที่ 4 ปี 2557 จากการก่อหนี้ใหม่ของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลง หลังจากมีรายได้ลดลง และมีการระมัดระวังการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
สำหรับปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงหรือเสถียรภาพทางการเงินของไทยหรือไม่นั้น หากจะกล่าวในภาพรวมปัญหาหนี้ครัวเรือนดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อระบบสถาบันการเงินของไทยอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เฉลี่ยของระบบที่อยู่ที่ร้อยละ 3.1 ซึ่งเป็นระดับที่ไม่สูง และอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบที่ยังอยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 14-15 แต่หากพิจารณาในรายละเอียดเพิ่มเติมถึงกลุ่มที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่กลายเป็นหนี้ที่มีปัญหาแล้ว พบว่าในด้านผลิตภัณฑ์สินเชื่อกลุ่มสินเชื่อบุคคล และสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นกลุ่มที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากมีแนวโน้มอัตราส่วน NPL ที่สูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยของระบบ นอกจากนี้ ในด้านผู้กู้พบว่ากลุ่มที่ต้องติดตามใกล้ชิดจะเป็นกลุ่มเกษตรกร และกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า 1 หมื่นบาท/เดือน เนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในภาวะที่รายได้หรืออาชีพไม่แน่นอน และรายได้ไม่ค่อยเพียงพอต่อรายจ่ายอยู่แล้ว เมื่อก่อหนี้เพิ่มขึ้นก็จะส่งผลกระทบต่อความเพียงพอของรายได้และคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัวเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในภาพรวมปัญหาหนี้ครัวเรือนจะยังไม่สะท้อนภาพผลกระทบที่จะมีต่อระบบการเงินอย่างชัดเจน แต่ก็ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะส่งผลระยะยาวต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย ที่เริ่มเห็นได้อย่างชัดเจนในเรื่องหนึ่งคือ ด้านการออมของประเทศ ซึ่งมีอัตราการเติบโตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนการออมของประเทศในไตรมาสแรกปี 2557 อยู่ที่ 35.6 ซึ่งถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับสัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่สูงกว่าร้อยละ 80 และในระยะต่อไปหากปัญหาหนี้ครัวเรือนยังไม่ได้รับการแก้ไขที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน จะส่งผลให้สัดส่วนการออมของประเทศมีการปรับตัวลดลง เนื่องจากภาคครัวเรือนต้องกันเงินส่วนหนึ่งมาชำระหนี้ หรือในกรณีที่รายได้รวมเงินกู้แล้วไม่เพียงพอต่อรายจ่ายทำให้ครัวเรือนต้องก่อหนี้เพิ่มขึ้นจนไม่สามารถออมเงินได้
สำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาว จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยภาครัฐคงต้องรักษาความต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนให้รายได้ภาคเอกชนและรายได้ครัวเรือนสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ และส่งเสริมความรู้ทางการเงินภาคครัวเรือนสร้างวินัยทางการเงิน ซึ่งภาครัฐได้มีโครงการต่างๆ 1) การให้เงินช่วยเหลือประชาชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น วงเงินสินเชื่อกองทุนหมู่บ้าน 4 หมื่นล้านบาทผ่านธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. 2) โครงการนาโนไฟแนนซ์ และการออก พ.ร.บ.ทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม 3) กองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งเริ่มเปิดรับสมาชิกเดือน มิ.ย. 2558 ขณะที่สถาบันการเงินยังใช้นโยบายเครดิตที่รัดกุม รวมถึงการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจทางการเงิน เช่น การทำบัญชีครัวเรือน เพื่อแก้ปัญหารายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่ายและเพิ่มเงินออม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดการก่อหนี้ เพื่อการอุปโภคบริโภคได้และมุ่งเน้นให้ความรู้ความเข้าใจทางการเงินแก่กลุ่มที่มีรายได้ประจำ
สำหรับธนาคารออมสินได้มีการส่งเสริมวินัยทางการเงินให้แก่กลุ่มลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งธนาคารได้มีการจัดอบรมและจัดส่งพนักงานไปให้ความรู้เกี่ยวกับการวางแผนทางการเงินตลอดจนเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับลูกค้าตามหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการออมในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์เงินฝาก เพื่อส่งเสริมการออมและสร้างวินัยการออม รวมถึงจัดให้มีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการออม ซึ่งสิ่งต่างๆ นี้ น่าจะมีส่วนช่วยให้ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนลดลงได้ในระยะยาว ฟังแล้วท่านผู้อ่านคงจะสบายใจกันขึ้นบ้างนะครับ







