
เถ้าแก่รุ่นใหม่
บทเรียนเรื่องเถ้าแก่รุ่นใหม่ ต้นทุนอยู่ที่ตัวเรา เรื่องราวความเป็นคนสู้ชีวิตของ ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ
โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์
บทเรียนเรื่องเถ้าแก่รุ่นใหม่ ต้นทุนอยู่ที่ตัวเรา เรื่องราวความเป็นคนสู้ชีวิตของ ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ ผู้ที่ชีวิตผันเปลี่ยนกลายเป็นคนล้มเหลว จนถึงขั้นล้มละลาย แต่เพราะความไม่ยอมแพ้ จึงพลิกชีวิตให้ก้าวเดินสู่การสร้างธุรกิจของตัวเอง เมื่อพูดถึงศิริวัฒน์แซนด์วิช เรื่องราวของเขาคือบทเรียนที่ทำให้เห็นประจักษ์ นำมาสอนเป็นบทเรียนต่อคนรุ่นใหม่ในการก้าวสู่การเป็นเถ้าแก่ที่ยั่งยืน
เถ้าแก่รุ่นใหม่เริ่มธุรกิจ
ศิริวัฒน์เขียนเรื่องราวของเขาลงในหนังสือชื่อ เถ้าแก่(ข้างถนน)สอนลูกรวย สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี เขาเล่าว่า ปัจจุบันแนวทางการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนไปมาก ทุกคนหันมาเป็นเถ้าแก่ตั้งแต่อายุน้อย สิ่งที่เขาสอนลูกเริ่มจากแนวคิดในการเริ่มต้น ถ้าคุณเป็นคนเรียนจบใหม่ๆ และคิดจะทำธุรกิจโดยที่ไม่ได้เป็นคนมีต้นทุนมาจากพ่อแม่แล้วละก็ คุณอาจต้องหาทางของตัวเองให้เจอก่อน หลายคนอาจไปทำงานบริษัทแล้วเปลี่ยนที่ไปหลายๆ แห่ง ซึ่งข้อดีของการเป็นคนเรียนจบใหม่คือมีเวลา แต่สุดท้ายก็มาถึงจุดที่ต้องเลือกว่า จะเป็นเถ้าแก่เอง หรือจะเป็นลูกจ้างมืออาชีพตลอดไป อันนี้ต้องตัดสินใจกันเอง
การเริ่มธุรกิจควรเริ่มจากขนาดเล็กๆ ลองผิดลองถูกไปก่อน หากไปได้ดีค่อยขยายเพิ่มเติม ในทางกลับกัน หากไปไม่รอดก็จะได้ไม่เจ็บตัวมาก ไม่ว่าทางบ้านจะมีธุรกิจมาก่อนหรือว่าเริ่มจากตัวเอง ระวังอย่าทำอะไรแบบใหญ่เกินตัวหรือโลภ เพราะโอกาสผิดพลาดมีสูง ยิ่งถ้าไม่ได้เป็นคนมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาก่อน มีเงินเท่าไรก็หมด เนื่องจากการทำธุรกิจมีการแข่งขันสูง และพฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนตลอดเวลา
การทำธุรกิจแบ่งเป็น 2 อย่าง ถ้าไม่เป็นผู้ผลิต ก็ต้องเป็นผู้จัดจำหน่าย ความถนัดของคนต่างกันออกไป มีคนส่วนน้อยที่ถนัดทั้งสองอย่าง ศิริวัฒน์ยกตัวอย่างของตัวเองว่า เขาไม่มีความรู้ด้านการผลิต แต่ขายเป็น จึงไปหาสินค้าที่มีคนผลิตมาจำหน่าย เริ่มจากเล็กๆ อย่างที่เล่า โดยทดลองตลาดก่อน เมื่อเห็นสินค้าไปได้จึงเริ่มขยายหาทางจ้างเขาผลิต และสร้างแบรนด์ของตัวเอง ทำให้เป็นขั้นตอน อย่าไปข้ามขั้นโดยการลงทุน เช่น โฆษณา
"สมัยนี้เอะอะก็โฆษณา ลงทุนกันทีเป็นสิบๆ ล้านบาท ขายทั้งปียังไม่ได้ทุนคืนมาเลย เรื่องการทุ่มโฆษณาปล่อยให้บริษัทใหญ่เขาดีกว่า ถ้าเราเป็นเจ้าเล็ก เป็นเถ้าแก่ใหม่ เราเริ่มจากเล็กๆ ก่อน ค่อยๆ ทำกำไรจากน้อยไปหามาก ไม่ใช่ตู้ม ลงทุนทีเดียว สินค้าเหลือทิ้งเยอะแยะ สุดท้ายก็เจ๊ง"
ต้นทุนอยู่ที่ตัวเรา
ศิริวัฒน์เป็นลูกคนจีน เขาจึงถูกปลูกฝังเรื่องความขยัน อดทน ซื่อสัตย์สุจริต และกตัญญูมาตั้งแต่เด็กๆ และได้นำมาใช้ในชีวิตการทำงานด้วย ถือเป็นคนโชคดีที่มีผู้ใหญ่เมตตา หนึ่งในนั้นคือ ชิน โสภณพนิช ผู้ก่อตั้งธนาคารกรุงเทพ ซึ่งสอนเขาว่า คนเราไม่ว่าจะรวยอย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นเงินมันนับจำนวนได้ หนึ่งล้านบาท สิบล้านบาท พันล้านบาท แต่ไม่รวยเท่าคนที่มีเครดิต เพราะตัวเครดิตนี้จะอยู่ที่คนอื่นจะให้เราเท่าไร ซึ่งจำนวนนั้นประเมินค่าไม่ได้ และเครดิตนี้จะสร้างไม่ได้ถ้าเราไม่ได้มีพื้นฐานทั้ง 4 ข้อดังกล่าว
ผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตเจ้านายของศิริวัฒน์โดยตรง คือ ชาตรี โสภณพนิช ผู้มอบหมายให้เขาดูแล บล.เอเซีย ในเครือธนาคารกรุงเทพ จนกลายเป็นโบรกเกอร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้น ซึ่งสอนศิริวัฒน์ว่า คนเราเกิดมาก็ไม่ได้มีอะไร แต่สิ่งที่คนเราทำนั้นคือเครดิต ซึ่งเครดิตนี้มีค่านับไม่ได้
ดังที่หลายคนได้ทราบแล้วว่า ต่อมาในช่วงปี 2540 เขาโดนพิษวิกฤตฟองสบู่และกลายเป็นบุคคลล้มละลาย การทำธุรกิจของเขาจึงไม่มีหลักทรัพย์อะไรไปคุยกับธนาคาร สิ่งที่เขาใช้มีเพียงความซื่อตรงและความกตัญญู เพื่อให้ธนาคารอนุมัติสินเชื่อ นอกจากนี้ ข้าวกล้องอบตราศิริวัฒน์แซนด์วิช ไบรซ์ การสั่งผลิตขั้นต่ำต้อง 5 หมื่นซอง แต่เจ้าของโรงงานยอมผลิตให้เขาขั้นต่ำ 1 หมื่นซอง ก็มาจากต้นทุนเรื่องความขยันและอดทน ที่ได้เห็นเขาและลูกสาวลงมือด้านการตลาดด้วยตัวเองทั้งหมด
"ที่กล่าวมาทั้งหมด เกิดจากต้นทุน ที่ถูกหล่อหลอมด้วยคำสอนจากหลายบุคคล ที่สำคัญคือสิ่งเหล่านี้ต้องใช้ระยะเวลาในการพิสูจน์ตัวเอง"
คุณสมบัติ 3 ประการแห่งความสำเร็จ
ไม่ว่าคุณจะจบอะไรมา ความสำเร็จจะถูกวัดกันที่คุณสมบัติ 3 ประการ คือ สัจจะ ความซื่อสัตย์ และคุณธรรม เมื่อนำทั้งสามสิ่งมารวมกัน จะสามารถนำพาเถ้าแก่รุ่นใหม่ทุกคนไปสู่ความสำเร็จได้
1.ผู้มีสัจจะ ไม่ว่าจะทำอะไรหรือตกอยู่ในสถานะไหน ก็จะมีความจริงใจให้กับทุกสิ่ง ทั้งการดำเนินชีวิต การคบคน และการทำงาน
2.ผู้มีความซื่อสัตย์ ซื่อตรง ไม่คดโกง ไม่คิดทรยศ ไม่โกหกหลอกลวง
3.ผู้มีคุณธรรม มองโลกตามความเป็นจริง ปราศจากอคติ มีเมตตา เสียสละ ยอมรับและให้เกียรติผู้อื่น สามารถประสานประโยชน์เพื่อส่วนรวม







