posttoday
ปฏิรูปภาษี : เราทำได้

ปฏิรูปภาษี : เราทำได้

27 เมษายน 2558

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับหนังสือ “ปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปภาษี : เราทำได้” เขียนโดย ศ.พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการภาษี สภาหอการค้าไทย เป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกรรมการบริหารบริษัท สยามพิวรรธน์ ส่วนงานประจำนั้นเป็นประธานกรรมการบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ ซึ่งผมอยากให้ผู้อ่านลองไปซื้อหามาอ่านดู

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับหนังสือ “ปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปภาษี : เราทำได้” เขียนโดย ศ.พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการภาษี สภาหอการค้าไทย เป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกรรมการบริหารบริษัท สยามพิวรรธน์ ส่วนงานประจำนั้นเป็นประธานกรรมการบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ ซึ่งผมอยากให้ผู้อ่านลองไปซื้อหามาอ่านดู

ข้อเสนอปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปภาษี : เราทำได้ ที่คุณกิติพงศ์เสนอนั้น ผมถือว่าท้าทายรัฐบาลอย่างยิ่ง เพราะนับตั้งแต่มีประมวลรัษฎากรมา 77 ปี ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิรูปภาษีเลย มีเพียงครั้งเดียวก็คือ การนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้ในสมัย รสช.โดยรัฐบาลคุณอานันท์ ปันยารชุน เพราะการที่จะปรับปรุงรื้อภาษีนั้นกระทบกับคนจำนวนมาก จึงมักไปตกม้าตายในมือฝ่ายการเมือง

แต่ขณะนี้รัฐบาลมีอำนาจพิเศษจึงควรจะพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ใช้อำนาจพิเศษที่มี ที่ทุกคนกังวลคือ มาตรา 44 นั่นแหละ มาสร้างระบบฟาสต์แทร็ก หรือสร้างกระบวนการเร่งด่วนในการปฏิรูปภาษี เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันที ไม่ต้องมาติดกับดักแห่งสภา

กฎหมายที่จะต้องปฏิรูปขนานใหญ่นั้น ต้องสร้างความ
เข้มแข็งให้ระบบการคลังของประเทศ สร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และต้องสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการต่อต้านการทุจริตของนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจที่ประพฤติมิชอบ ควรตั้งศาลชำนาญการพิเศษขึ้นมา เพื่อดำเนินการในกระบวนการพิจารณาคดีทุจริตให้รวดเร็วให้ประชาชนมีอำนาจฟ้องได้ และคดีทุจริตต้องไม่มีอายุความ

ขณะเดียวกันก็ต้องออกแบบภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน ภาษีสิ่งแวดล้อม และควรเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นที่มีลักษณะการเก็งกำไร

สิ่งที่คุณกิติพงศ์ ท้าทายให้ขบคิดในหนังสือนี้คือ รัฐบาลต้องรู้จัก “give and take”

รัฐบาลต้องกล้าที่จะให้เอกชนได้สิทธิที่ดีขึ้นจากการปฏิรูปภาษีของรัฐบาล ต้องทำให้คนที่เสียภาษีรู้ว่าสิ่งที่จะได้รับคืออะไรบ้าง ภาษีนิติบุคคลต้องลดลงแค่ไหน เงินออมควรได้รับการยกเว้นภาษี เพื่อกระตุ้นให้คนออมเงิน

เงินปันผลที่เก็บจากน้ำพักน้ำแรงในการทำงาน ทำไมต้องเก็บเขาถึง 10% ลดลงมาเหลือ 3-5% ได้หรือไม่ ภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลควรลดลงมาเหลือ 20-25% ได้หรือไม่ ภาษีเอสเอ็มอีนั้นควรเก็บแบบขั้นบันไดมั้ย หากจะมีการสร้างเถ้าแก่น้อยให้เติบใหญ่ เมื่อปรับปรุงเสร็จก็ประกาศยกเว้นไม่เก็บภาษีย้อนหลัง เพื่อดึงให้เขาเหล่านั้นเข้ามาสู่ระบบ

สิ่งที่รัฐบาลต้อง take คือ จัดตั้งหน่วยงานเก็บภาษีที่เป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง เพื่อสร้างความเข้มแข็งในระบบภาษี เลิกการใช้สิทธิภาษีแบบหักเหมารวมสำหรับผู้ประกอบการให้หักตามจริง แก้ไขกฎหมายให้ทุกคนที่มีเงินได้ต้องยื่นแบบภาษีไม่ว่าจะมีรายได้จากไหน เพื่อดึงเข้ามาในระบบฐานข้อมูลของรัฐ

ข้อเสนอที่น่าสนใจอีกประการที่ท้าทายรัฐบาลอย่างมากว่ากล้ารึเปล่า คือ ออกประกาศให้มีการตรวจสอบและประเมินภาษีเงินได้ของบรรดาข้าราชการประจำ นักการเมือง นักธุรกิจที่หนีภาษี ผู้มีอิทธิพล โดยใช้หลักการกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิจากค่าทรัพย์สินสุทธิตามมาตรา 49 ของประมวลรัษฎากร ซึ่งในอดีตกรมสรรพากรก็เคยใช้วิธีนี้มาแล้ว ซึ่งสามารถตรวจสอบทรัพย์สินไปในตัวได้ว่า บ้าน รถ คอนโดที่มีอยู่นั้น มีฐานรายได้มาจากไหน และควรเสียภาษีเท่าไหร่

หลายครั้งที่อึ้งกับข้อคิดเห็นและการชี้ช่องว่างของกฎหมายภาษีของไทยที่มีรูโหว่มากมาย แต่ไร้การปฏิรูป ทำเถอะครับ ถ้าท่านอยากส่งมอบบ้านเมืองที่ดีให้ลูกหลานเราในอนาคต และผมเสนอว่าควรดำเนินการแบบ ททท. คือ ทำทันที อย่าไปกลัว ถ้าท่านทำดี คนไทยสนับสนุนแน่ ขอเพียงแต่มองให้รอบด้าน ให้อะไร เสียอะไรบ้างเท่านั้นแหละ อย่าหยิบมาทำเรื่องเดียวแล้วเสียวทั้งรัฐบาล ต้องทำเป็นชุดครับ...

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา