
GPSC หุ้นสาธารณูปโภคเครือ ปตท.
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ไอน้ำและสาธารณูปโภค ของกลุ่มบริษัท ปตท. (PTT) เป็นอีกหนึ่งบริษัทลูกในเครือ ปตท. ที่จะเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยมีกำหนดนำหุ้นที่เสนอขายให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 374.57 ล้านหุ้น เข้าจดทะเบียนในตลท. ในวันที่ 18 พ.ค.นี้
“วราห์ สุจริตกุล” กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันซ่า ที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า จะเริ่มสำรวจราคาจากนักลงทุนสถาบัน ตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย.นี้ ก่อนที่จะสรุปราคาวันที่ 29 เม.ย. และคาดว่าจะเสนอขายหุ้นไอพีโอ วันที่ 7-12 พ.ค.
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ 9 แห่ง ได้ประเมินช่วงราคาเหมาะสมที่ 30-35 บาท ทำให้มูลค่าการระดมทุนน่าจะมากกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท แต่จะต้องมีส่วนลดให้กับผู้ลงทุนอยู่แล้ว โดยเบื้องต้นกำหนดสัดส่วนขายให้ผู้ลงทุนสถาบัน 35-40% ซึ่งจะมีเพียงแต่สถาบันในประเทศเท่านั้น ขณะที่เหลือ 65-70% ขายให้ผู้ลงทุนรายบุคคลซึ่งอิงตามสัดส่วนการซื้อขายรายวันในตลาดหลักทรัพย์ปัจจุบันที่มีรายบุคคลมากกว่าสถาบัน
บล.แห่งหนึ่ง ให้มูลค่าหุ้น GPSC ที่เหมาะสมไว้ที่ 30-34 บาท บนพื้นฐานผลประกอบการปี 2558 เท่านั้น โดยประเมินว่าจะมีการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดในหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าทั้งหมด เพราะมีแผนงานเริ่มดำเนินงานโรงไฟฟ้าทั้งหลัก 5 แห่ง ในปี 2558-2562 อย่างชัดเจน โดยกำลังการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอีก 40.8% หรืออีกประมาณ 600-1,000 เมกะวัตต์ ขณะที่มีความเสี่ยงการเริ่มดำเนินการที่ล่าช้า หรือการยกเลิกโครงการในระดับต่ำมาก เนื่องจากมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แล้ว
จุดแข็งของ GPSC ที่ชัดเจนจากแผน 4 กลยุทธ์หลัก คือ การเติบโตไปกับเครือปตท.ชัดเจน ที่ปัจจุบันมีแผนการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ 5 ปีชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และบริษัท พีทีที เอ็นเนอร์ยี่ รีซอร์สเซส (PTTER) ซึ่งแน่นอนว่า GPSC จะได้รับงานที่เกี่ยวเนื่องในระบบงานสาธารณูปโภค การเติบโตจากโครงการระยะสั้นและการซื้อกิจการ (Quick Win) ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบโคเจเนอเรชั่น พลังงานหมุนเวียนต่างๆ และปัจจุบันกำลังศึกษาความเป็นไปได้โครงการโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 90 เมกะวัตต์
การเติบโตจากการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในประเทศและต่างประเทศ (Big Win) เพื่อกระตุ้นการทำกำไรในระยะยาว เช่น โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 500 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก 1,800 เมกะวัตต์ในพม่า และลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอย่างในธุรกิจสายส่งและจัดจำหน่าย การกักเก็บพลังงาน และสาธารณูปโภคอื่นๆ
ขณะที่ภาพรวมของอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเติบโตทุกปี ตามรายงานภาพรวมอุตสาหกรรมสำหรับเอเชียและแปซิฟิกของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ที่คาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในภูมิภาคจะเติบโตขึ้นในช่วงปี 2557-2578 จากการเริ่มเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ทั้งนี้ คาดว่าการเติบโตของกำไรสุทธิปี 2558-2560 จะอยู่ที่ 21% 5.8% และ 25.4% ตามลำดับ มาจากกำลังการผลิตไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่มองว่าผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) ที่ 5.1% ในปี 2558 จากปีก่อนที่ 6.3% และอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (อาร์โอเอ) ที่ 3.5% ในปี 2558 จากปีก่อน 3.7% ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว จากความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างที่กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งอาร์โอเอ และอาร์โออี จะปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ปี 2559
ทั้งนี้ มองว่า GPSC เป็นหุ้นที่มีการเติบโตสูงมากกว่าเป็นหุ้นปันผล คาดว่า GPSC จะจ่ายปันผลราว 0.30 บาท/หุ้น ในปี 2558 ซึ่งอิงกับอัตราจ่ายปันผล 50% คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 1% ซึ่งถือว่าเป็นระดับการจ่ายปันผลที่ไม่น่าดึงดูดเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่จ่ายปันผลในระดับ 1-4.3% แต่ก็มองว่าจะมีการจ่ายปันผลในอัตราที่ปรับสูงขึ้นทุกปีตามกำไรที่ปรับขึ้นเรื่อยๆ และมองว่าภายในปี 2563 อัตราผลตอบแทนการจ่ายปันผลของ GPSC จะอยู่ที่ 5% เมื่อเทียบกับคู่แข่งอยู่ที่ 1.7-5.3%
“นพดล ปิ่นสุภา” กรรมการผู้จัดการใหญ่ GPSC กล่าวว่า GPSC จะเป็นทั้งหุ้นที่มีการเติบโตสูง และมีการจ่ายเงินปันผลที่ดีควบคู่กันไป เนื่องจากเราเป็นสัดส่วนที่อยู่ตรงกลางระหว่างที่หุ้นผู้ผลิตไฟฟ้าทั่วไปแม้จะมีการจ่ายปันผลดี แต่ส่วนใหญ่ไม่มีการเติบโตมานาน รวมถึงยังมีความแตกต่างจากหุ้นพลังงานทางเลือกที่ส่วนใหญ่ราคาได้สะท้อนมูลค่าการเติบโตในอนาคตไปหมดแล้ว ขณะที่หุ้นพลังงานทางเลือกมีการจ่ายเงินปันผลได้ไม่มาก หรือยังไม่สามารถจ่ายปันผลได้
ที่สำคัญ GPSC มีจุดแข็งนอกจากเป็นลูก ปตท.แล้ว ผลที่ตามมาคือ ส่งผลให้มีต้นทุนทางการเงินที่ถูกกว่าบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน รวมถึงการมีกลุ่มลูกค้า 2 องค์กรหลัก คือ กลุ่ม ปตท. และการไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ซึ่งสร้างรายได้ให้บริษัทแห่งละ 45% สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและรายได้ที่มีความมั่นคง เพราะส่วนใหญ่เป็นสัญญาระยะยาว
อีกทั้งบริษัทยังมีการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กไปถึงขนาดใหญ่ที่ใช้เชื้อเพลิงหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าโคเจเนอเรชั่น โรงไฟฟ้าพลังงานร้อนร่วม โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก อีกทั้งขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
บริษัทตั้งงบลงทุน 5 ปี (2558-2562) ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท ใช้สำหรับขยายกำลังการผลิตและซื้อกิจการ โดยเงินลงทุน 6,000 ล้านบาท ได้กู้ยืมจากสถาบันการเงินแล้วเพื่อใช้ในการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 500 เมกะวัตต์ และจะเริ่มทยอยดำเนินการในเชิงพาณิชย์ได้ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป สำหรับงบลงทุนที่เหลือจำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท จะเป็นเงินที่ได้จากไอพีโอ คาดว่าเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 600-1,000 เมกะวัตต์ จากปัจจุบัน 1,300 เมกะวัตต์ ทำให้ปี 2562 จะมีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 2,000 เมกะวัตต์ขึ้นไป หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 17% ปัจจุบันสัดส่วนรายได้มาจากขายไฟฟ้า 70% ขายไอน้ำ 27% และอื่นๆ 3%
“GPSC เป็นบริษัทที่กำลังเติบโตต่อเนื่อง ไม่ใช่บริษัทที่กำลังจะโต และไม่ใช่ที่จะอิงอยู่กับรายได้จากโรงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันเราเป็นผู้จำหน่ายไอน้ำมากที่สุดในอุตสาหกรรมด้วย และในอนาคตบริษัทมองเป็นผู้ผลิต จำหน่าย และให้บริการสาธารณูปโภคที่ครบด้าน ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการเกี่ยวกับน้ำด้วย ซึ่งตอนนี้ก็กำลังเจรจากับพันธมิตรด้วย” นพดล กล่าว
นอกจากนี้ เป้าหมายหลังจากเข้า ตลท.อย่างหนึ่ง คือ จะได้รับนำไปคำนวณดัชนีใน SET50 ของปี 2558 และได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิก Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) เช่นเดียวกับบริษัทในเครือ ปตท.
“วนิดา บุญภิรักษ์” ผู้จัดการฝ่ายสายงานการเงินและบัญชี GPSC บอกว่า ราคาที่นักวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ทั้ง 9 แห่งนั้น ถือเป็นการประเมินจากกำลังการผลิตโดยรวมที่ปัจจุบันมีอยู่ 1,800 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นจากโรงไฟฟ้า 1,300 เมกะวัตต์ และจากพลังงานไอน้ำประมาณ 500 เมกะวัตต์ โดยยังไม่ได้รวมมูลค่าโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นอกจากนั้น ผลประกอบการปี 2557 เป็นการคิดผลประกอบการบนพื้นฐานที่รับรู้ผลประกอบการจากโรงไฟฟ้า 5 แห่งแบบเต็มปี ขณะที่อีก 3 แห่งรับรู้เพียงครึ่งปีเท่านั้น แต่ปี 2558 บริษัทจะรับรู้ผลประกอบการจากสินทรัพย์โรงไฟฟ้าและเงินลงทุนทั้งหมด 8 แห่งแบบเต็มปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับรู้กำไรจากการปันผลจากที่บริษัทได้เข้าไปซื้อหุ้นบริษัท ราชบุรีเพาเวอร์ (RPCL) ที่เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม เมื่อปี 2557 ซึ่งทางผู้ตรวจสอบบัญชีให้ลงบันทึกแต่งบกระแสเงินสดเท่านั้น ยังไม่สามารถบันทึกเป็นกำไรสุทธิของบริษัทได้ ดังนั้นเงินปันผลดังกล่าวจะต้องมาบันทึกเป็นกำไรสุทธิ จำนวน210 ล้านบาท ในปี 2558 แทน
ขณะที่มองว่า อาร์โออีของบริษัทได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เนื่องจาก GPSC เป็นบริษัทลูกของ ปตท. ทำให้ต้องมีการปรับโครงสร้าง รวบรวมบุคลาการ เพราะเป็นการนำธุรกิจด้านสาธารณูปโภคในเครือทั้งหมดซึ่งมีการดำเนินการมากกว่า 10 ปีแล้วมารวมกัน แต่ที่ผ่านมาบริษัทแม่ก็มีการเพิ่มส่วนทุนให้บริษัทมีความแข็งแกร่งตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นผลทำให้อาร์โออีปีก่อนอยู่ที่ 6.3% แต่ก็มองว่าหลังจากนี้จะมีการปรับตัวไปสู่ในระดับที่มากกว่า 10% ได้ เพราะปกติบริษัทตั้งเป้าที่จะมีผลตอบแทนจากการลงทุนในการเข้าไปลงทุนโครงการต่างๆ ที่ 12-15%







