
‘The Little Farm’ มาตรฐานออร์แกนิกโลก
จุดเริ่มต้นธุรกิจที่เกิดจากอุดมการณ์และความรักที่อยากให้คนในครอบครัวและรอบข้างได้มีโอกาสใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่อ่อนโยนและปลอดสารเคมีจริงๆ ทำให้ วชิรพล เขมนิพิฐพนธ์ ตัดสินใจเข้าสู่ตลาดดูแลผิวสำหรับแม่และเด็กที่ใช้ส่วนผสมและกระบวนการผลิตสินค้าอินทรีย์ (ออร์แกนิก) และวัตถุดิบธรรมชาติ เพื่อทำตลาดให้กับผู้บริโภคคนไทยมีโอกาสสัมผัสสินค้าที่ดีที่สุด
จุดเริ่มต้นธุรกิจที่เกิดจากอุดมการณ์และความรักที่อยากให้คนในครอบครัวและรอบข้างได้มีโอกาสใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่อ่อนโยนและปลอดสารเคมีจริงๆ ทำให้ วชิรพล เขมนิพิฐพนธ์ ตัดสินใจเข้าสู่ตลาดดูแลผิวสำหรับแม่และเด็กที่ใช้ส่วนผสมและกระบวนการผลิตสินค้าอินทรีย์ (ออร์แกนิก) และวัตถุดิบธรรมชาติ เพื่อทำตลาดให้กับผู้บริโภคคนไทยมีโอกาสสัมผัสสินค้าที่ดีที่สุด
วชิรพล ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์มรู้ เจ้าของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับเด็กภายใต้แบรนด์ คิดดี้ มอมมี่ (Kiddy Mommy) และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าภายใต้แบรนด์ ลอฟทิ (LOFTY) กล่าวว่า เริ่มต้นกิจการในรูปแบบธุรกิจอย่างจริงจังได้ราวครึ่งปีที่ผ่านมา
ด้วยมองเห็นว่า ในตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวออร์แกนิกและวัตถุดิบจากธรรมชาติที่ปลอดส่วนผสมจากสารเคมีนั้นยังมีผู้เล่นไม่มากนักในบ้านเรา ต่างจากกลุ่มสินค้าออร์แกนิกประเภทเพื่อการบริโภคที่มีอยู่จำนวนมาก และเห็นว่าจากกระแสการดูแลและใส่ใจเพื่อสุขภาพของตัวเองและคนรอบข้าง ก็เป็นแนวโน้มที่มาแรงทั้งตลาดในไทยและทั่วโลก ที่ต่างมองหาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากขึ้น
“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หากสังเกต จะเห็นว่าเด็กเล็กๆ ในบ้านเราจะมีปัญหาเรื่องภูมิแพ้ต่างๆ กันมากขึ้น อย่างตัวลูกสาวผมเองก็มีปัญหาเรื่องผิวแพ้ง่าย ก็เลยมองหาผลิตภัณฑ์ดีๆ ที่ปลอดสารเคมี แต่ก็ไม่มี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจเข้ามาศึกษาเพื่อตลาดสินค้ากลุ่มนี้อย่างจริงจังภายใต้แบรนด์ใหญ่ คือ เดอะลิตเติล ฟาร์ม” วชิรพล เล่าที่มาธุรกิจ
สำหรับแบรนด์ เดอะลิตเติล ฟาร์ม (The Little Farm) นั้น บริษัทวางตำแหน่งเป็น อัมเบรลลา แบรนด์ ที่คลุมแบรนด์ย่อยผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและสินค้าจากวัตถุดิบธรรมชาติอื่นๆ ของบริษัท รวมทั้งยังจะให้เป็นแบรนด์ในการทำตลาด สำหรับพันธมิตรผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยอื่นที่มีอุดมการณ์ในการผลิตสินค้าที่ปลอดสารเคมีเหมือนกัน และสนใจเข้ามาขยายการทำตลาดร่วมกับบริษัทในอนาคต
โดยในช่วงแรกนั้น บริษัทวางแผนทำตลาดผ่าน 2 แบรนด์หลักที่กล่าวไว้ข้างต้น คือ “คิดดี้ มอมมี่” และ “ลอฟทิ” โดยในส่วนของแบรนด์ คิดดี้ มอมมี่ ในเบื้องต้น จะมีผลิตภัณฑ์ทำตลาด คือ กลุ่มผิวกาย (บอดี้โลชั่น) กลุ่มทำความสะอาดผิวผม (แฮร์ แอนด์ บอดี้ วอช) กลุ่มไวป์ สเปรย์ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือ ของเล่น แผ่นรองคลาน ฯลฯ มีจุดเด่นสินค้า คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ส่วนผสมและกระบวนการผลิตที่เป็นธรรมชาติ 100% ที่ได้รับรองมาตรฐานระดับสากลจากไบโออะกริเซิร์ท (Bioagricert) จากประเทศอิตาลี
ขณะที่ราคาสินค้าภายใต้แบรนด์ คิดดี้ มอมมี่ นั้น อยู่ที่ราวพันกว่าบาทต่อชิ้น ซึ่งราคาจะสูงกว่าผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กประเภทเดียวกันทั่วไปที่มีกระบวนการผลิตแตกต่างกัน ส่วนแบรนด์ “ลอฟทิ” นั้น บริษัทวางกลยุทธ์เปิดตัวแบรนด์ผ่านสินค้ากลุ่มแรก คือ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวระดับพรีเมียม จากส่วนผสมธรรมชาติ 100% ที่ผ่านการรับรองจากสถาบันในต่างประเทศเช่นกัน
โดยสินค้าจะวางจำหน่ายในช่องทางหลักสื่อออนไลน์ประเภทต่างๆ ทั้งเว็บไซต์ www.thelittlefarm.in.th เฟซบุ๊ก bylittlefarm อินสตาแกรม Thelittlefarm และไลน์ Thelittlefarm_และวางแผนขยายช่องทางขายผ่านจุดจำหน่าย (คีออสก์) ในศูนย์การค้า ราวกลางเดือน พ.ค.นี้ด้วย
ทั้งนี้ หลังจากทดลองทำตลาดสินค้าผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พบว่าได้การตอบรับดีจากกลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์จริง และได้มีการแนะนำและบอกต่อ ซึ่งทำให้บริษัทเตรียมวางกลยุทธ์การทำตลาดผ่านเสียงจากผู้บริโภคที่ใช้จริง หรือ วอยซ์ ออฟ คัสโตเมอร์ ด้วย ที่เชื่อว่าจะยิ่งเพิ่มความมั่นใจด้านคุณภาพให้กับผลิตภัณฑ์ด้วย
วชิรพล กล่าวถึงในช่วงแรกของการทำธุรกิจนั้นใช้งบลงทุนหลัก 7 ล้านบาท โดยวางแนวคิดร่วมลงทุนกับพันธมิตรท้องถิ่นใน จ.เชียงใหม่ เพื่อดำเนินการใน 3 ส่วนร่วมกัน คือ โรงงานผู้ผลิตสินค้า ฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยทาก และในส่วนของการทำตลาด เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์มีความครบวงจรจากแหล่งผลิตจากธรรมชาติที่ได้การรับรองสถาบันระดับสากล เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ภายใต้กลุ่มแบรนด์ เดอะลิตเติล ฟาร์ม ที่ใช้ส่วนผสมที่ได้จากธรรมชาติ 100% หรือผ่านกระบวนการผลิตออร์แกนิกที่แท้จริง
พร้อมกันนี้ บริษัทยังวางแผนขยายพันธมิตรธุรกิจเพิ่มทั้งในด้านเจ้าของหรือผู้ประกอบการธุรกิจที่ผลิตสินค้าปลอดสารเคมีต่างๆ ที่สนใจ เข้าร่วมขยายการทำตลาดผ่านช่องทางของบริษัทด้วย รวมถึงการหาตัวแทนขายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ คิดดี้ มอมมี่ และ ลอฟทิ โดยเบื้องต้นจะมุ่งทำตลาดในกรุงเทพฯ และหัวเมืองในจังหวัดใหญ่ก่อน โดยจะให้ความสำคัญการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลักก่อน
โดยบริษัทคาดว่าจะมีตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไม่ต่ำกว่า 100 ราย โดยแผนการดำเนินธุรกิจในช่วง 1 ปีแรก จะมุ่งสร้างแบรนด์ เดอะลิตเติล ฟาร์ม เพื่อให้เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคชาวไทย ในฐานะที่เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ 100% หรือผ่านกระบวนการออร์แกนิกที่ได้การรับรองมาตรฐานการผลิตในระดับสากล
จากนั้นจะวางแผนขยายการทำสินค้าไปยังต่างประเทศในอนาคต ด้วยมองเห็นโอกาสทางการตลาดเดียวกัน







