
นาโนไฟแนนซ์ทางเลือกใหม่ เชื่อยังไม่เพิ่มหนี้ครัวเรือน
แม้การเปิดตัวธุรกิจนาโนไฟแนนซ์อย่างเป็นทางการ จะมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์หนี้ครัวที่พุ่งสูง
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
แม้การเปิดตัวธุรกิจนาโนไฟแนนซ์อย่างเป็นทางการ จะมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์หนี้ครัวที่พุ่งสูง และมีความกังวลว่าจะส่งผลให้ภาวะหนี้ยิ่งบานปลาย แต่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายยังคงเชื่อว่า นาโนไฟแนนซ์คือกลไกทางการเงินที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อกลุ่มธุรกิจฐานรากในประเทศกำลังพัฒนา
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยออกรายงานเรื่องนาโนไฟแนนซ์ ทางออกทางการเงินใหม่ของครัวเรือนไทย โดยมองว่านาโนไฟแนนซ์น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการ “สร้าง” และ “เสริม” ความเข้มแข็งด้านรายได้ให้กับครัวเรือนไทยผ่านการเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินที่อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าการกู้เงินนอกระบบที่ต้องมีภาระดอกเบี้ยจ่ายถึง 10-20% ต่อเดือน เทียบกับนาโนไฟแนนซ์ที่เพดานอัตราดอกเบี้ย (รวมค่าธรรมเนียมต่างๆ) จะอยู่ในระดับไม่เกิน 36% ต่อปีเท่านั้น
ทั้งนี้ นาโนไฟแนนซ์ของไทยนับว่าสะท้อนถึงเจตนาของทางการในการช่วยผู้บริโภคฐานราก และควบคู่ไปกับการรักษาสิทธิประโยชน์ของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง เนื่องจากมีการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ที่ชัดเจน เพื่อให้กู้ไปประกอบอาชีพ เช่น การจำกัดวงเงินสินเชื่อต่อรายที่ไม่สูงมากนัก หรือ 1 แสนบาท และคุณสมบัติผู้กู้ที่ไม่ต้องอิงกับสลิปเงินเดือน หรือการเดินบัญชี จึงทำให้มีความยืดหยุ่นสูงกว่าสินเชื่อทั่วไปของสถาบันการเงิน ซึ่งได้รับการคาดหวังว่าจะช่วยครัวเรือนได้ถึงเกือบ 6 แสนครัวเรือน ที่พึ่งพาเงินนอกระบบอยู่ และอีก 1.3 ล้านครัวเรือน ที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบสถาบันการเงินได้
ขณะเดียวกัน ก็ยังมีการป้องกันไม่ให้เกิดการเอาเปรียบ และพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้บริโภคไปพร้อมกัน เช่น การตั้งเงื่อนไข “ห้ามสถาบันการเงินให้สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์แก่ผู้บริโภคที่มีความสามารถในการชำระหนี้และความเสี่ยงด้านเครดิตที่เข้าข่ายสินเชื่อประเภทอื่นๆ ที่มีเงื่อนไขดีกว่าสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ หรือห้ามเปลี่ยนสินเชื่อประเภทอื่นๆ มาเป็นนาโนไฟแนนซ์ ยกเว้นว่าได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้บริโภคแล้ว” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกู้ไปใช้หนี้สินชื่ออื่นที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค
สำหรับผลกระทบต่อสัดส่วนหนี้ครัวเรือนในประเทศนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในระยะเริ่มแรกของการให้บริการคงไม่ได้มีผลในการเพิ่มหนี้ครัวเรือนนัก เนื่องจากเชื่อว่าผู้ประกอบการจะทยอยเดินหน้าธุรกิจนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อหารูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมมากขึ้น สำหรับการขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่ๆ เพิ่มเติม ทำให้ผู้ประกอบการเลือกที่จะเจาะไปยังกลุ่มลูกค้าเดิมมากกว่าลูกค้าหน้าใหม่ ขณะเดียวกันก็ควบคุมความเสี่ยงเครดิตของพอร์ตสินเชื่อไม่ให้สูงเกินไป เพื่อควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ท่ามกลางการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดของทางการไทย
ทั้งนี้ การปล่อยกู้นาโนไฟแนนซ์ในระยะแรกจะขึ้นอยู่กลยุทธ์การเจาะตลาดของผู้ให้บริการ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกร พบว่า ในระยะเริ่มต้นบริษัทส่วนใหญ่จะเน้นปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มลูกค้าเดิมเป็นหลัก เพื่อดูแลความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยเฉพาะหากบริษัทนั้นๆ เลือกที่จะไม่เป็นสมาชิกและส่งข้อมูลลูกค้าให้กับเครดิตบูโร ขณะที่แม้เกณฑ์ของทางการจะเปิดช่องให้บริษัทสามารถปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ให้ลูกค้าเดิมได้ แต่ต้องออกมาในรูปของอีกหนึ่งบัญชีสินเชื่อ ที่แยกออกมาจากบัญชีสินเชื่อประเภทอื่นๆ โดยที่ไม่ได้ใช้หลักประกันของสินเชื่อประเภทอื่นๆ ดังกล่าวมาใช้ลดหรือชดเชยความเสี่ยงจากการปล่อยกู้สินเชื่อประเภทนาโนไฟแนนซ์ ทำให้ในระยะแรกนี้มีโอกาสที่ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเดิมของบริษัท ที่สามารถเข้าถึงเงินทุนในระบบได้อยู่แล้ว มากกว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อในระบบมาก่อนเลย
อย่างไรก็ตาม สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ก็ยังช่วยลดปัญหาสินเชื่อนอกระบบทางอ้อม ผ่านการผ่อนแรงกดดันไม่ให้ผู้ที่มีบัญชีสินเชื่อในระบบอยู่แล้วข้างต้น เลือกไปใช้บริการสินเชื่อนอกระบบในจังหวะที่ต้องการเงินทุนเพื่อประกอบอาชีพเสริม/เพิ่มเติมได้
ขณะที่ประเด็นต้องจับตาในระยะต่อไปคือ บริษัทจะสามารถหาส่วนผสมของโมเดลธุรกิจที่ลงตัว เพื่อให้ขยายสินเชื่อไปยังกลุ่มลูกค้าที่ไม่เคยมีบัญชีสินเชื่อในระบบมาก่อนได้อย่างไร ซึ่งจะทำให้สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์สามารถตอบโจทย์ตรงวัตถุประสงค์ตั้งต้นของทางการมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายจากกฎหมายทวงหนี้ฉบับใหม่ หรือ พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 และการรักษาคุณภาพหนี้ ซึ่งบริษัทอาจต้องอาศัยกลไกเฉพาะ เช่น การติดตามหนี้ด้วยความถี่ระดับรายวันหรือรายสัปดาห์ แทนที่การชำระคืนหนี้เป็นรายเดือนทั่วไป ซึ่งคงจะเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานอย่างยากจะหลีกเลี่ยง ขณะที่การไม่บังคับให้บริษัทนาโนไฟแนนซ์ต้องเป็นสมาชิกเครดิตบูโร ยังอาจเปิดความเสี่ยงในระยะยาวให้กับผู้ประกอบการและความเสี่ยงเชิงมหภาค







