
นักท่องเที่ยว ถูกไล่ลงจากรถตู้
ช่วงกลางเดือน มี.ค. 2558 สังคมออนไลน์ต่างพากันแชร์ภาพนักท่องเที่ยวต่างชาติ พ่อแม่ที่หอบสัมภาระ ทั้งเป้ที่แบกลูกน้อยเดินบนทางด่วน โดยสอดแทรกความเห็นส่วนใหญ่ว่าถูกแท็กซี่ไล่ลงกลางทาง จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความเห็นต่อว่าต่อขานแท็กซี่
ช่วงกลางเดือน มี.ค. 2558 สังคมออนไลน์ต่างพากันแชร์ภาพนักท่องเที่ยวต่างชาติ พ่อแม่ที่หอบสัมภาระ ทั้งเป้ที่แบกลูกน้อยเดินบนทางด่วน โดยสอดแทรกความเห็นส่วนใหญ่ว่าถูกแท็กซี่ไล่ลงกลางทาง จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความเห็นต่อว่าต่อขานแท็กซี่
หลากหลายความเห็นในทางลบต่อแท็กซี่อาจเป็นเพราะประสบการณ์ (เลวร้าย) ที่พบกับแท็กซี่ เช่น ปล่อยผู้โดยสารลงกลางทาง ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร วิ่งอ้อมเพื่อให้มิเตอร์ขึ้นราคา แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นแท็กซี่ที่มีน้ำใจก็มีไม่น้อย เช่น เก็บกระเป๋าเงินหรือของมีค่าได้และนำส่งคืนเจ้าของ
หลังจากที่โลกออนไลน์ได้แชร์ภาพ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของทางการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และได้ประสานงานกับกรมการขนส่งทางบก พบว่าครอบครัวชาวต่างชาติลงมาจากรถตู้โดยสาร โดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับรถแท็กซี่แต่ประการใด และได้ทำการตรวจสอบป้ายทะเบียนรถตู้โดยสารจนทราบชื่อผู้ขับและสอบถามถึงที่มาที่ไปของเรื่องนี้ คนขับรถตู้โดยสารชี้แจงว่าไม่ได้ทิ้งชาวต่างชาติบนทางด่วน รถตู้คันดังกล่าวเป็นรถตู้เหมานักท่องเที่ยวมาจากโรงเกลือ จ.สระแก้ว เพื่อมุ่งหน้าไปถนนข้าวสาร แต่ระหว่างทางที่ขับอยู่บนทางด่วนอโศก มีปัญหาทางด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ ทำให้เข้าใจว่านักท่องเที่ยวจะเข้าห้องน้ำเลยจอดรถตู้ที่ห้องน้ำบริเวณทางด่วน จากนั้นครอบครัวชาวต่างชาติก็ได้ขนสัมภาระลงจากรถด้วยความสมัครใจเอง
การให้ข่าวลักษณะ (ด้านเดียว) นี้ อาจให้ความกระจ่างต่อผู้แชร์ภาพ แต่ผู้ที่ติดตามเรื่องนี้ยังรู้สึกข้องใจ เพราะไม่มีการให้สัมภาษณ์ใดๆ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น จึงทำให้ต้องลงไปเดินบนทางด่วนก่อนถึงจุดหมาย พร้อมลูกน้อยวัยขวบเศษที่อยู่ในเป้ เป็นที่ทราบดีว่าทางด่วนเป็นสถานที่ล่อแหลมต่ออันตราย อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมักจะเป็นอุบัติเหตุที่ทำให้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส น้อยรายที่จะได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เห็นได้จากข่าวตามสื่อต่างๆ การแก้ให้ข่าวลักษณะนี้ดูออกจะคล้ายต้องการเพียงการสยบข่าว ไม่ต่างอะไรจากการกวาดขยะไว้ใต้พรม การหาความจริงโดยการให้สองฝ่ายมาให้ข้อเท็จจริง ย่อมทำให้เกิดความจริงที่กระจ่าง ทั้งยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้อีก
ภาพนี้เมื่อแพร่ออกไป ย่อมส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยในทางลบ เคราะห์ดีที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรายนี้ไม่ต้องสังเวยชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ ไม่ฉะนั้นคงเป็นข่าวใหญ่โตที่สื่อต่างๆ ทั่วโลกพากันเขียนโจมตีประเทศไทย เหมือนเช่นกรณีนักปั่นจักรยานระดับโลกหลายรายที่ต้องเอาชีวิตมาทิ้งที่ถนนในเมืองไทย
ในแต่ละปีประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน เช่น ในปี 2556 และ 2557 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 26 และ 24 ล้านคน ตามลำดับ สร้างรายได้ให้กับประเทศนับแสนล้านบาท การที่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวไทยมาก นอกจากจะทำให้ประเทศมีรายได้ ยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการต่างๆ หรือแม้กระทั่งการสร้างรายได้ หรืออาชีพให้กับคนในชุมชน เช่น ขายของที่ระลึก นวดแผนโบราณ
จากข้อมูลสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (พาต้า) เมื่อปี 2556 ไทยติดอยู่ที่อันดับ 5 ของโลกที่ได้รายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุด คือประมาณ 26,680 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 8.31 แสนล้านบาท) ในขณะที่สหรัฐอเมริกาติดอันดับแรก ด้วยรายได้ 1.58 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ ทุกคนต่างมีส่วนช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศของเรา การสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยว ย่อมมีส่วนช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว เพื่อให้คงไว้ซึ่งดินแดนสยามเมืองยิ้ม หรือ The land of smile ตลอด







