posttoday
ปั้นเกณฑ์แรงงานปลอดภัย เอื้อส่งออกอุตฯสิ่งทอ

ปั้นเกณฑ์แรงงานปลอดภัย เอื้อส่งออกอุตฯสิ่งทอ

22 เมษายน 2558

“มาตรฐาน” ต่างๆ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการทั่วอาเซียน “ต้องใส่ใจ” ไม่เว้นแม้กระทั่ง “มาตรฐานความปลอดภัยแรงงาน” เพราะปัจจุบันบริษัท ต่างชาติที่สั่งซื้อสินค้าจากไทยหรือจากอาเซียนต่างก็ให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าว

“มาตรฐาน” ต่างๆ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการทั่วอาเซียน “ต้องใส่ใจ” ไม่เว้นแม้กระทั่ง “มาตรฐานความปลอดภัยแรงงาน” เพราะปัจจุบันบริษัท ต่างชาติที่สั่งซื้อสินค้าจากไทยหรือจากอาเซียนต่างก็ให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าว

สุวดี ทวีสุข ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์ความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เล่าว่า ปัจจุบันบริษัทจากชาติตะวันตกทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรป ที่ต้องการนำเข้าสินค้าจากไทยให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยแรงงานเป็นอย่างมาก บางบริษัทถึงขั้นส่งคนเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานดังกล่าวในไทยเองโดยตรง

“ยิ่งในโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น หรือ Labor Intensive เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ ยิ่งจะถูกกำกับและใส่ใจมาตรฐานความปลอดภัยแรงงานในสถานประกอบการมากเป็นพิเศษ”

นอกจากนี้ แม้กระทั่งอาเซียนด้วยกันอย่างสิงคโปร์ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยแรงงานก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าจากเพื่อนร่วมภูมิภาคเช่นกัน ทั่วอาเซียนจึงต้องใส่ใจพัฒนากลไกด้านความปลอดภัยแรงงานให้เข้มแข็ง

สำหรับไทยพยายามลดอุบัติเหตุในสถานประกอบการให้ได้อย่างน้อย 2% ทุกปี โดยสถิติการประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานในปี 2536 อยู่ที่ 29 ต่อ 1,000 ราย แต่ปัจจุบันสถิติลดลงมาอยู่ที่ระดับ 7 ต่อ 1,000 รายแล้ว และจะต้องดำเนินการให้ลดลงอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยปัจจุบันมีสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบการเป็นประจำปีละ 800-900 แห่ง

ขณะเดียวกันอาเซียนได้จัดตั้งกลไกเครือข่ายความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของอาเซียน (ASEAN-OSHNET) ตั้งแต่ปี 2542 เพื่อยกระดับความปลอดภัยแรงงานในภูมิภาค ล่าสุด จัดทำตัวชี้วัดร่วมของภูมิภาค 71 ตัวขึ้นมาเพื่อเตรียมไปใช้ประเมินและจัดการความปลอดภัยในสถานประกอบการ

ด้าน พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.แรงงาน กล่าวในฐานะประธานเปิดการประชุมASEAN-OSHNET ครั้งที่ 16 ว่า ไทยพร้อมสนับสนุน ASEAN-OSHNET ช่วยยกระดับความปลอดภัยแรงงานในภูมิภาคอย่างเต็มที่ โดยที่ผ่านมา กสร.ได้เข้าไปช่วยเหลือประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม จัดอบรมเรื่องดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง

พีรพัฒน์ พรศิริเลิศกิจ อธิบดี กสร. บอกว่า แรงงานไทยในสิงคโปร์เคยสะท้อนว่าเลือกไปทำงานในสิงคโปร์ เพราะความปลอดภัยสูงกว่าประเทศอื่นๆ สำหรับไทยอาจจัดตั้งกรมความปลอดภัยแรงงานขึ้นในอนาคต เพื่อให้ดูแลเรื่องความปลอดภัยได้อย่างคล่องตัว สอดคล้องความต้องการของภาคแรงงาน

ขณะที่ พงศ์ชัยศักดิ์ อนิถาราชย์ อธิบดีกรมคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมของลาว เล่าว่า เรื่องความปลอดภัยแรงงานถือเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ของลาว โดยส่วนใหญ่มาตรฐานความปลอดภัยมักมาพร้อมกับภาคธุรกิจที่เข้ามาลงทุนในลาว นักลงทุนชาวลาวเองยังมีความรู้เรื่องดังกล่าวไม่มากนัก

อย่างไรก็ดี รัฐบาลลาวได้พยายามปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันสมัยและรองรับมาตรฐานความปลอดภัยแรงงานในสถานประกอบการ ขณะเดียวกันได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาส่งเสริมเรื่องความปลอดภัยแรงงานโดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2556

“มาตรฐานสากลรวมถึงเรื่องประชาคมอาเซียนจะเข้ามาบีบให้ลาวต้องพัฒนาจนมีมาตรฐานใหม่ หลังจากนี้รัฐบาลลาวจะเร่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่เอกชนในการดูแลความปลอดภัยในกิจการของตัวเอง”

ด้าน ฮา เติ๊ด ถ่าง อธิบดีกรมความปลอดภัยในการทำงาน กระทรวงแรงงาน ผู้ทุพพลภาพ และสวัสดิการสังคมของเวียดนาม บอกว่า เวียดนามเดินหน้าแผนการสนับสนุนความปลอดภัยแรงงานในระดับชาติตั้งแต่ปี 2549 โดยจัดทำเป็นแผนระยะ 5 ปี และปรับปรุงใหม่อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันเวียดนามใช้งบปีละ 6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 194 ล้านบาท พัฒนาแนวทางการทำงาน ยกระดับความปลอดภัยให้สถานประกอบการ สื่อสารไปยังภาคเอกชน และช่วยฝึกอบรม

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI