
‘เดอะ ดู๊ค อิท 2015’ สัมผัสบิ๊กไบค์จากเคทีเอ็ม
โดย...ภรวิธ เศรษฐบุตร
โดย...ภรวิธ เศรษฐบุตร
ต้องยอมรับกันเลยทีเดียวในนาทีนี้ว่า ตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ (บิ๊กไบค์) ในประเทศไทยนั้น หอมหวนชวนให้บริษัทผู้ผลิตรายต่างๆ ชายตามอง โดยล่าสุดแบรนด์รถจักรยานยนต์ “เคทีเอ็ม” จากประเทศออสเตรีย ซึ่งจัดจำหน่ายในประเทศไทยโดยบริษัท คุณค่า คอร์ปอเรชั่น ได้จัดงานใหญ่นอกเขตโซนทวีปยุโรปเป็นครั้งแรกขึ้นในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ เดอะ ดู๊ค อิท 2015 (THE DUKE IT 2015) งานเปิดตัวรถจักรยานยนต์ตระกูลดู๊ค (DUKE) ที่ถือได้ว่ามียอดขายสูงสุดในประเทศออสเตรีย ด้วยยอดขาย 1.6 แสนคัน ในปี 2557
ทั้งนี้ งานดังกล่าวได้มีการเชิญสื่อจากทุกมุมโลกด้วยวัตถุประสงค์ของการจัดงานที่ผู้จัดสื่อให้เห็นถึงการออกแบบให้ผู้ใช้เข้าใจถึงความเป็นมาของการพัฒนารถตระกูลนี้ ด้วยสโลแกน “Ready to Race” มาให้ได้สัมผัสกับโมเดลต่างๆ ของรถจักรยานยนต์ตระกูลดู๊คในทุกขนาดทั้งสิ้น 7 โมเดล ได้แก่ ดู๊ค 125, 200, 390, 690, 690R, Super Duke 1290, Super Duke 1290R และ Super Duke1290 R Racing Edition แต่ก็มีเพียงดู๊ค 125 รุ่นเดียวที่นำมาเพียงแค่ให้ได้เห็น ไม่ได้สัมผัส เพราะไม่มีการนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย นอกจากนี้ ในปี 2557 ที่ผ่านมาได้มีการลงทุนเพิ่มในโรงงานผลิตเคทีเอ็มทวีปยุโรป มูลค่ากว่า 85 ล้านยูโร
ย้อนกลับไปให้เห็นภาพสักนิด รถจักรยานยนต์รุ่นดังกล่าวถูกผลิตขึ้นครั้งแรกในปี 2537 และมีการพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยความโดดเด่นด้านการออกแบบที่เน้นน้ำหนักเบา แต่มีสมรรถนะเครื่องยนต์ที่แรง อีกทั้งเฟรมถัก (Trellis Frame) ที่ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรถตระกูลนี้ อีกทั้งรถในตระกูลนี้ถือเป็นรถประเภทที่ใช้บนถนนทั่วไป เพราะเป็นรถที่ไม่มีแฟริ่ง และท่านั่งที่หลังตรง เบาะนั่งสบายในสไตล์ที่จมลงไปบนตัวรถ เพื่อให้ผู้ขับขี่มีท่านั่งที่ดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับรถ ไม่ใช่นั่งลอยอยู่บนตัวรถ
เมื่อเข้าสู่บททดสอบให้ความตื่นเต้นไม่แตกต่างจากรูปแบบเดิม จากการไล่รุ่นรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ขนาดเล็กเพื่อวอร์มร่างกาย พร้อมกับทำความคุ้นเคยกับรถ ไปจนกระทั่งเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งแม้กระทั่งรุ่นที่เพิ่งเปิดตัวไปใหม่ล่าสุดในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 36 ที่ผ่านมา อย่างดู๊ค 390 ก็ได้มีโอกาสสัมผัสอย่างใกล้ชิด
ไฮไลต์ของงานนี้อยู่ในช่วงสุดท้ายของการทดสอบในสนามกับ 1290 Super Duke R Racing ที่แต่งมาเต็มพิกัด มีราคาค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 2.4 หมื่นยูโร พร้อมการปิดโหมดการขับขี่ทุกชนิดเพื่อรีดสมรรถนะออกมาให้เห็นอย่างถึงที่สุด เมื่อล้อแตะสนามต้องมีความรอบคอบสูง เพราะหากบิดคันเร่งกระแทกออกไปสุ่มสี่สุ่มห้าล้อหน้าจะยกทันที
ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ที่อธิบายความรู้สึกความเป็นที่สุดได้ยากยิ่ง







