
เปิดไม้เด็ด ‘นันทวัลย์’ อุ้มส่งออกฝ่าวิกฤต
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
ตัวเลขส่งออกสินค้าไทยช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.-ก.พ.) ปี 2558 ที่ติดลบ 4.82% ถือว่าสูงสุดในรอบ 6 เดือน ทำให้บรรดาหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างออกมาทยอยปรับเป้าหมายการส่งออกปีนี้ลดลงทุกสำนัก ไม่เว้นแม้แต่กระทรวงพาณิชย์ที่กำลังมีการทบทวนเป้าหมายการส่งออกใหม่ หลังตัวเลขส่งออกไตรมาสแรกถูกประกาศออกมา ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าการส่งออกไทยปีนี้ในระดับดีสุดคงไม่ขยายตัว หรือเติบโต 0% ระดับเลวร้ายการส่งออกไทยอาจต้องติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับจากปี 2556 ที่การส่งออกติดลบ 0.32% และปี 2557 การส่งออกไทยติดลบ 0.32%
ปัญหาการส่งออกไทยที่ไม่ขยายตัวและกำลังกระทบต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้นั้น นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ชี้แจงว่า เกิดจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะปัญหาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างมาก เดิมทีเป้าหมายการส่งออกปี 2558 ที่กำหนดไว้ 4% คาดการณ์จากสมมติฐานราคาน้ำมัน 90-100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 32.50 บาท/เหรียญสหรัฐ ในเชิงของราคาน้ำมันลดลงไปถึง 50% คาดว่าราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปีนี้เฉลี่ยคงไม่เกิน 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าเกี่ยวกับน้ำมันหายไปด้วย
นันทวัลย์ กล่าวว่า ในแง่ปริมาณการส่งออกไทยไม่ได้ลดลง แต่ไปลดลงที่มูลค่าก็มาจากปัจจัยทั้งราคาน้ำมันที่ลดลง คิดง่ายๆ เช่น ปกติการส่งออกไทยเฉลี่ยต่อเดือนมีมูลค่า 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นการส่งออกน้ำมันเฉลี่ยต่อเดือน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อราคาลดลงไป 50% หรือหายไป 500 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าการส่งออกภาพรวมก็จะหายไปด้วย ยังไม่รวมสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันที่มีราคาลดลง เช่น กลุ่มเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ที่มูลค่าส่งออกลดลงจากราคาประมาณเดือนละ 260 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3 รายการ มูลค่าส่งออกก็จะหายไปเกือบ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ/เดือน จากราคาน้ำมันที่ลดลง
นอกจากนี้ ภาคการส่งออกยังต้องเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัวตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะเติบโตเหลือแค่ 3.5% จากเดิม 3.8% ส่งผลให้กำลังซื้อของตลาดหลักมีปัญหา เช่น ยุโรป จีน ญี่ปุ่น เว้นตลาดสหรัฐที่เศรษฐกิจยังดีอยู่ รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลดลงอย่างหนัก เช่น ราคาข้าว ยางพารา น้ำตาลทราย ล้วนเป็นปัจจัยภายนอกที่กระทบต่อภาคการส่งออกไทย
“เป้าหมายการส่งออก 4% ยังตอบไม่ได้ว่าจะปรับหรือไม่ แต่ในแง่การทำงานกรมก็จะพยายามผลักดันการส่งออกอย่างเต็มที่ ซึ่งตามแผนจะไม่ทิ้งตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่จะผลักดันการส่งออกทุกตลาดตามแผนยุทธศาสตร์การส่งออก โดยประเมินว่าแนวโน้มการส่งออกจะฟื้นตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง จากสัญญาณของเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังคงดีอยู่” นันทวัลย์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจัยภายนอกจะไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่คาดว่าปีนี้ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ แต่สิ่งที่นันทวัลย์ยืนยันคือ จะเร่งทำคือพยายามทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีไทยให้ยังส่งออกได้ ส่วนบริษัทส่งออกรายใหญ่ เช่น รถยนต์ กลุ่มเหล่านี้สามารถช่วยเหลือตนเองได้อยู่แล้ว
“เอสเอ็มอีจะเป็นกลุ่มหลักที่กรมเข้าไปช่วยเหลือ โดยจะมีการจัดกิจกรรมที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีตลอดงบประมาณปีนี้ 260 กิจกรรม แบ่งเป็นกิจกรรมในตลาด อาเซียน 49 โครงการ ตลาดเอเชียใต้ 11 โครงการ ตะวันออกกลาง 10 โครงการ รัสเซียและซีไอเอส 9 โครงการ ละตินอเมริกา 8 โครงการ แอฟริกา 7 โครงการ พร้อมกันนี้ยังมีการอบรมสัมมนาเอสเอ็มอี 56 โครงการ สร้างแบรนด์ 4 โครงการ ส่งเสริมการออกแบบ 18 โครงการ และเศรษฐกิจดิจิทัลอีก 15 โครงการ
สิ่งที่น่าห่วงต่อการส่งออกไทยในระยะยาว คือ การใช้นโยบายของหลายตลาดที่เน้นการพึ่งพาตนเอง เช่น จีน เมื่อจีนส่งออกน้อยลง สัดส่วนการนำเข้าสินค้าที่จะส่งออกก็ลดน้อยลงด้วย หรือแม้แต่อินเดียที่ใช้นโยบาย เมด อิน อินเดีย โดยจากการเดินทางไปอินเดียของ พล.อ.ฉัตรชัยสาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ก็ได้หารือที่จะให้อินเดียสนับสนุนไทยเป็นแหล่งวัตถุดิบในการผลิตสินค้าของอินเดียตามนโยบายดังกล่าว แต่นโยบายเหล่านี้จะมีเพิ่มมากขึ้น เป็นสิ่งที่ไทยต้องรับมือ
นอกจากนี้ ยังห่วงในเรื่องการลงทุนวิจัยและพัฒนาของผู้ประกอบการไทย (อาร์ แอนด์ ดี) ที่ยังมีไม่มาก เพราะการลงทุนวิจัยและพัฒนาจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกได้ในระยะยาว เนื่องจากไทยคงไม่สามารถผลิตสินค้าและมาแข่งขันด้านราคาได้อีก เมื่อเทียบกับค่าแรงงานของไทยที่มีต้นทุนสูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการไทยต้องเพิ่มประสิทธิภาพของสินค้า โดยการสร้างมูลค่าสินค้าให้เพิ่มขึ้น
“ปัญหาและอุปสรรคของภาคเอกชนที่จะมีผลกระทบต่อภาคการส่งออกทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จะมีการเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาด้านการส่งออก ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งขณะนี้กำลังรวบรวมประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน เพื่อเตรียมพร้อมในการเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาต่อไป” นันทวัลย์ กล่าวทิ้งท้าย







