
ธุรกิจภายใต้ พุทธกำกับ
มีโอกาสพบกับผู้ประกอบการ SMEs รายหนึ่งที่เชียงใหม่ชื่อ บริษัท บ้านท้องถิ่นไทย เป็นกิจการเกี่ยวกับการจำหน่ายและทำการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชน สร้างอาชีพ เสริมรายได้ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีมาตรฐานและเป็นที่ต้องการของตลาด ทำมาค้าขายตามปกติทั่วไปไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่พอจับเข่าคุยลึกถึงวิธีคิดวิธีบริหารจัดการธุรกิจกับเจ้าของกิจการซึ่งมีดีกรีระดับปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แล้ว ไม่ธรรมดาครับ มีของดีที่น่าจะนำมาฝากไว้ในคอลัมน์ประจำสัปดาห์นี้
มีโอกาสพบกับผู้ประกอบการ SMEs รายหนึ่งที่เชียงใหม่ชื่อ บริษัท บ้านท้องถิ่นไทย เป็นกิจการเกี่ยวกับการจำหน่ายและทำการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชน สร้างอาชีพ เสริมรายได้ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีมาตรฐานและเป็นที่ต้องการของตลาด ทำมาค้าขายตามปกติทั่วไปไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่พอจับเข่าคุยลึกถึงวิธีคิดวิธีบริหารจัดการธุรกิจกับเจ้าของกิจการซึ่งมีดีกรีระดับปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แล้ว ไม่ธรรมดาครับ มีของดีที่น่าจะนำมาฝากไว้ในคอลัมน์ประจำสัปดาห์นี้
ดร.วินัย ทองย้อย เจ้าของกิจการ SMEs รายนี้ เล่าหลักคิดในการบริหารธุรกิจให้ฟังว่า กว่า 10 ปีมาแล้ว ที่ยึดหลักการทำธุรกิจภายใต้ “พุทธกำกับ” อย่างจริงจัง เขาเชื่อว่า “ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้งอมืองอเท้า...ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้อยู่อย่างยากจนข้นแค้น แต่ศาสนาพุทธสอนให้อยู่ดีมีสุขทั้งปัจจุบันและอนาคต” ดั่งปรากฏตามหลักธรรมคำสอนคาถาหัวใจเศรษฐกิจ “อุ อา กะ สะ” อุ-อุฏฐานสัมปทา หมายถึง ขยันหาทรัพย์ด้วยความขยันหมั่นเพียร โดยมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องที่จะทำอย่างรู้เท่าทัน อา-อารักขสัมปทา หมายถึง รู้รักษาทรัพย์ไม่ให้เสื่อมค่า กะ-กัลยาณมิตร หมายถึง คบคนดี มีความรู้ เกื้อกูลกัน สะ-สมชีวิตา หมายถึง เลี้ยงชีพให้พอเหมาะ ไม่สุรุ่ยสุร่าย ไม่ฝืดเคือง
สรุปย่อหมายถึง “ขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร ดำเนินชีวิตตามสมควร” ความหมายชัดเจนเข้าใจง่ายไม่ต้องแปล ยึดหลักนี้ใช้ในการบริหารจัดการได้ผลเชิงสัมฤทธิ์ในทางธุรกิจด้วยดีเสมอมา นอกจากนี้ศาสนาพุทธยังได้สอน “สุขในภายภาคหน้า” ซึ่งต้องปฏิบัติโดยยึดหลัก “สัมปรายิกัตถประโยชน์” โดยมีข้อปฏิบัติ คือ ความถึงพร้อมด้วยศรัทธาอย่างมีปัญญา รักษาศีลให้บริสุทธิ์ เสียสละวัตถุสิ่งของเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และถึงพร้อมด้วยปัญญา ซึ่งคำสอนดังกล่าวสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้ได้ทั้งเรื่องส่วนบุคคลและการทำธุรกิจ
ดร.วินัย ยังได้พูดถึงหลักพื้นฐานง่ายๆ ที่พวกเราเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กๆ นั่นคือ ศีล 5 แต่หลายคนไม่เข้าใจและมองข้าม เพราะการบำเพ็ญศีลนั้นจะช่วยเรื่องการควบคุมสติของเราให้อยู่กับเรา ไม่ฟุ้งซ่าน วิธีง่ายๆ แค่เพียงเริ่มจากการสำรวมกาย วาจา และใจของเราให้อยู่กับตัวเราเท่านั้น ทุกอย่างก็จะราบรื่นและเป็นคุณมากกว่าโทษ ตัวอย่างที่ท่านทำอยู่อย่างกรณีพนักงานในบริษัททำผิดพลาด ก็จะใช้สติและการสำรวมวาจาคิดใคร่ครวญให้ถ้วนถี่และอดทนที่จะพูดด้วยถ้อยคำที่เข้าใจและไม่รุนแรง อย่างไรก็ตามหลักคิดดังกล่าวนั้นจะต้องใช้ความอดทนและจดจ่อรอเวลา เนื่องจากเมื่อนำมาปฏิบัติจะมีความยากในการบังคับจิตใจที่ต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกปฏิบัติกว่าจะเห็นผลสัมฤทธิ์ ไม่มีทางที่จะดีข้ามวันรวยข้ามคืน แต่ยืนยันว่าผลที่ได้รับนั้นมีความคุ้มค่ากับการรอคอย
ยังมีหลักธรรมคำสอนอีกหลายบทที่สามารถนำมาปรับใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ซึ่งผมฟังแล้วชอบมากๆ ส่วนท่านใดใจร้อนอยากสนทนาธรรมโดยตรงกับ ดร.วินัย ทองย้อย ก็โทรไปที่ 08-1764-6254 ท่านยินดีแบ่งปันแนวคิดดีๆ ให้เป็นวิทยาทาน







