
เปลี่ยนระบบปลูกข้าว ยุทธศาสตรืกล่อมชาวนาลดใช้น้ำ
หลากปัญหากำลังรุมเร้าชาวนาไทยอย่างหนัก ตั้งแต่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลแพร่ระบาด เล่นงานนาข้าวเกษตรกรเสียหายไปจำนวนมาก ตามด้วยปัญหาภัยแล้งในวันนี้ จุดประกายให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญในด้านข้าวหยิบยกแนวทางการจัดระบบปลูกข้าวขึ้นมาพูดถึงกันในวงกว้าง เพื่อเป็นทางเลือก สู่ทางรอดให้เกษตรกร แต่จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ต้องขึ้นอยู่กับตัวเกษตรกรด้วยว่าจะตอบรับหรือไม่ เพราะงานนี้ไม่สามารถบังคับกันได้ ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจ และโปรโมชันจูงใจของมาตรการรัฐ
นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การจัดระบบปลูกข้าวใหม่ คือ ทำนาปีละไม่เกิน 2 ครั้ง จะสามารถตัดวงจรอาหารลงได้ เพราะในช่วง 23 ปีมานี้ ข้าวราคาดีมาก ทำให้การปลูกข้าวของไทยเริ่มเป็นแบบไม่มีฤดูกาล บางพื้นที่ทำนาปีละ 3 รอบ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา พบว่า ทำนาถึง 5 รอบ ใน 2 ปี
“
หากต้องให้ชาวนาหยุดทำนา เราก็ต้องมีอะไรให้เขาทำ เพื่อให้มีรายได้ต่อเนื่อง ก็มีการเสนอว่า ควรส่งเสริมการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย แต่ต้องเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เชื่อมตลาดให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาดี”ที่สำคัญ การจัดระบบดังกล่าวจะทำให้การใช้น้ำในภาคเกษตรลดลง ทำให้ปริมาณน้ำสะสมของประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งปริมาณน้ำใช้ทำนา จะอยู่ที่ 1,2001,800 ลบ.ม. ต่อไร่ต่อรอบ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของปริมาณการใช้น้ำทั้งประเทศ และแนวโน้มจะมากขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรทั้งพืชอาหารและพืชพลังงานสูงขึ้น
ผลจากการที่ข้าวราคาดี ตัวเลขทำนาปรังจึงสูงขึ้น ปี 2550/2551 มีการทำนาปรัง 1012 ล้านไร่ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ต้องระบายน้ำเกินแผนบริหารน้ำในการปลูกพืชฤดูแล้งถึง 2,500 ล้าน ลบ.ม. และในปี 2552/2553 มีการทำนาปรังจากเป้า 9 ล้านไร่ไปอยู่ที่ 16 ล้านไร่ ทั้งสองเขื่อนต้องปล่อยน้ำเกินเป้าหมายที่วางไว้กว่า 3,000 ล้าน ลบ.ม. หากเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจัดระบบปลูกข้าว คาดว่าจะประหยัดน้ำได้ปีละกว่า 2,000 ล้าน ลบ.ม.
ภายใต้ระบบใหม่ชาวนาจะใช้น้ำทำนาไม่เกิน 1,000 ลบ.ม.ต่อไร่ต่อรอบ และผลจากการพักนาจะทำให้ลดโรคแมลงลงได้ด้วย เพราะดินได้พักตัวจากการอัดปุ๋ย อัดยา ส่งผลดีต่อผลิตใหม่ ซึ่งกรมคาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้น 20% ต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ลด 800
–1,037 บาทต่อตันพื้นที่เป้าหมายที่จะเลือกเข้าโครงการมี 22 จังหวัด พื้นที่ 9.5 ล้านไร่ ซึ่งอยู่ในเขตชลประทาน ได้แก่ จ.นครนายก กำแพงเพชร เชียงราย สุโขทัย อุทัยธานี นนทบุรี พิษณุโลก ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา พิจิตร ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี นครปฐม และสุพรรณบุรี
เกษตรกรที่ประสงค์เข้าโครงการต้องขึ้นทะเบียนพร้อมเลือกรูปแบบกับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยเกษตรกรจะได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชหลังนาในอัตรา 470 บาทต่อไร่ ปุ๋ยพืชสด 200 บาทต่อไร่ หรือรับการสนับสนุนเป็นเงินสดเพื่อไปจัดหาเมล็ดพันธุ์เอง โดยได้รับการผ่อนปรนดอกเบี้ยกรณีประสงค์จะกู้เงินไปจัดระบบปลูกข้าวในอัตราพิเศษ 3% ต่อปี จากอัตราดอกเบี้ยลูกหนี้ชั้นดี 6.75% ต่อปี เป็นระยะเวลา 1 ปี พร้อมกับสิทธิเข้าร่วมโครงการประกันราคาจากรัฐบาล
การบริหารโครงการจะมีคณะกรรมการจัดระบบการปลูกข้าว เป็นผู้บริหาร โดยส่วนกลางคือ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ส่วนในระดับพื้นที่จะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเป้าหมายโครงการปี 25542556 งบประมาณ 2,180 ล้านบาท ในแต่ละรอบการผลิตจะมีการประเมินผลทั่วประเทศ หากว่าได้ผลดีตามเป้าหมายที่วางไว้ก็จะขยายต่อ
ในส่วนรูปแบบระบบการปลูกข้าวใหม่ที่ให้เกษตรกรเลือก ประกอบด้วย
แบบแรก ข้าวนาปี+ข้าวนาปรัง+พืชหลังนา พื้นที่เป้าหมาย จ.กำแพงเพชร เชียงราย พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุทัยธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นครนายก ฉะเชิงเทรา ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และเพชรบุรี
แบบที่สอง ข้าวนาปี+ข้าวนาปรัง+เว้นปลูก พื้นที่เป้าหมาย จ.นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม
แบบแรกและแบบที่สองจะลดปริมาณการใช้น้ำทำนาจากปีละ 11,438 ล้าน ลบ.ม. เหลือ 9,951 ล้าน ลบ.ม. หรือลดลง 1,487 ล้าน ลบ.ม
แบบที่สาม ข้าวนาปี+พืชหลังนา+ข้าวนาปรัง เป้าหมาย จ.กำแพงเพชร เชียงราย พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุทัยธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นครนายก ฉะเชิงเทรา ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และเพชรบุรี
แบบที่สี่ ข้าวนาปี+เว้นปลูก+ข้าวนาปรัง เป้าหมาย จ.นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม
แบบสามและสี่ จะลดการใช้น้ำจากปีละ 11,438 ล้าน ลบ.ม. เหลือ 10,183 ล้าน ลบ.ม. ลดลง 1,255 ล้าน ลบ.ม.
แต่ละจังหวัดสามารถที่จะพิจารณาปรับเปลี่ยนเลือกระบบการปลูกข้าวได้ตามความเหมาะสม ระยะเวลาปลูกข้าวต่อรอบ 90120 วัน ปริมาณน้ำที่ใช้ในการทำนา 1,2001,800 ลูกบาศก์เมตรต่อรอบ







