
‘ชัญญา ธนศักดิภัทร’ ต้องให้เงินทำงาน
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
“ชัญญา ธนศักดิภัทร” มุมมองการลงทุนของเธอเปลี่ยนแปลงไปตามสถานภาพจากที่เคยเป็นพนักงานประจำมาก่อนก็เลือกใช้วิธีออมเงินด้วยการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์และการทำประกันชีวิตก่อน จนกระทั่งวันนี้เป็นนักธุรกิจจึงเลือกใช้วิธีให้เงินทำงานแทน
มุมมองเรื่องการลงทุนของเธอได้เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเริ่มทำธุรกิจเป็นของตัวเองเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา จากที่เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง บริษัท ไทยโคโคนัท ผู้ประกอบการแปรรูปมะพร้าวเป็นกะทิและน้ำมะพร้าวเพื่อส่งออก และอยู่ระหว่างเตรียมตัวเพื่อจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประมาณไตรมาส 3 นี้
เธอเริ่มจากแบ่งรายได้ที่มีทั้งหมดออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนแรก เก็บเป็นเงินสดสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินไว้ประมาณ 10% ของรายได้ที่มี
ส่วนที่สอง คือการนำไปลงทุนในประเภทอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งน่าจะเป็นสินทรัพย์ที่เป็นส่วนใหญ่ของพอร์ตการลงทุน ทั้งประเภทซื้อคอนโดมิเนียมและที่ดินเปล่า ปัจจุบันมีทั้งหมด 7-8 แห่ง ถือเป็นสินทรัพย์ที่ลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดของพอร์ต หรือคิดเป็นประมาณ 50-60% ของพอร์ต เพราะคิดว่าเรื่องอสังหาริมทรัพย์มีจุดเด่นตรงที่ราคาที่ดินจะมีการปรับเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะหากได้ทำเลที่ดี เป็นที่ในเมือง หรือกำลังจะเป็นที่ที่มีความเป็นเมืองมากขึ้น
“ประเด็นหลักไม่ว่าจะราคาที่ดินหรือคอนโดจะเพิ่มขึ้นมาแล้ว แต่หากที่ดินและคอนโดนั้นเห็นว่ามีอนาคต มีทำเลดี ติดถนนใหญ่ มีการจราจรที่ค่อนข้างหนาแน่น หรือเริ่มเป็นจุดเริ่มต้นของถนนเส้นหลักที่มีคนผ่านไปมาอย่างสะดวกก็จะเป็นเหตุผลหลักและตัดสินใจซื้อ หลายแห่งที่ซื้อมา 7-8 ปี ปัจจุบันราคาที่ดินเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 100% และปัจจุบันก็ยังไม่มีการขายที่ดินออกมาเลย”
ล่าสุดได้ซื้อที่ดินเปล่าริมถนนบริเวณคลองประปาเชื่อมกับถนนแจ้งวัฒนะ เพราะคิดว่าอนาคตจะไปได้ไกล โดยเห็นจากที่ปัจจุบันเริ่มมีผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งไปก่อสร้างคอนโดแนวราบหลายโครงการแถวนั้น ส่วนคอนโดก็สนใจไปซื้อแบบหลุดจองมาอย่างแถวทองหล่อ เพราะมองว่าถึงยังไงก็ต้องมีคนอาศัยหนาแน่น และปล่อยเช่าเพื่อนำเงินค่าเช่าไปจ่ายค่าคอนโดต่อ
ส่วนที่ 3 คือการลงทุนในหุ้น 10-20% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นบลูชิป โดยเลือกในหุ้นที่มีความมั่นคงในการเติบโตของรายได้และกำไร ที่สำคัญต้องเป็นหุ้นที่สามารถจ่ายเงินปันผลเฉลี่ย 4-5% ต่อปีได้ ส่วนใหญ่ก็จะมีการปรึกษาที่ปรึกษาทางการลงทุนด้วยเพื่อจะได้จับจังหวะในการลงทุนได้ถูก และปัจจุบันมีหุ้นที่ถืออยู่เพียง 2-3 ตัวเท่านั้นเอง ประกอบกับเวลาส่วนใหญ่ทุ่มไปกับการทำงานของบริษัทเป็นหลักจึงไม่ค่อยได้มีเวลาติดตามหุ้นมาก และส่วนที่ 4 คือการบริจาคเงินหรือทำบุญ 5-10%
เธอเริ่มลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าของเงินช้าไป เพราะมัวแต่ทำงานและเก็บเงินมากกว่า พอถึงจุดที่บริษัทเติบโตมากขึ้นก็ควรลงทุนอย่างอื่นบ้างเพื่อให้เงินได้เริ่มทำงานแทนเรา ซึ่งท้ายสุดก็ออกดอกออกผลให้เห็นอย่างชัดเจน







