
แนวโน้มการลงทุนในช่วงครึ่งหลัง ของปี 2015
โดย...คมศร ประกอบผล
โดย...คมศร ประกอบผล
ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงานเสวนา TISCO Wealth Investment Forum “เจาะกลยุทธ์การลงทุน สร้างกำไรครึ่งปีหลัง” ซึ่งได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุน มาร่วมวิเคราะห์และอภิปรายถึงปัจจัยที่สำคัญ และแนวโน้มตลาดการเงินโลกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ผมจึงขออนุญาตนำมุมมองและความรู้จากท่านผู้รู้ที่ร่วมการเสวนาในวันนั้นมาแบ่งปันให้ทุกท่านในที่นี้ครับ
โดยภาพรวมวิทยากรในวันนั้นเห็นว่าการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และการกระตุ้นเศรษฐกิจจากธนาคารกลางอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป และจีน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง โดย ผศ.ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่า การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดมีโอกาสเกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้
ส่วนการทำคิวอีของยุโรปมองว่า น่าจะต้องมีอีกหนึ่งรอบใหญ่ แต่จะเกิดขึ้นเมื่อใดนั้นต้องดูตัวเลขเศรษฐกิจยุโรปและท่าทีการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดก่อน ซึ่งปัจจัยทั้งหมดจะส่งผลดีต่อยุโรป รวมถึงญี่ปุ่น และตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน ก็จะได้ผลดีจากการกระตุ้นและความชัดเจนดังกล่าวด้วย โดยมองว่าตลาดหุ้นที่มีความน่าสนใจในครึ่งปีหลัง คือ ตลาดหุ้นเยอรมนี ญี่ปุ่น และจีน เนื่องจากเยอรมนีนั้นจะได้ประโยชน์จากการที่ยุโรปทำคิวอี ซึ่งตลาดหุ้นเยอรมนีได้เปรียบจากขนาดที่ใหญ่ รวมถึง Valuation ที่น่าสนใจกว่า
ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นมาจาก 17,000 สู่ 19,000 จุด ด้วยความชัดเจนในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของอาเบะโนมิกส์ และยังน่าจะดีต่อเนื่องในปีนี้ ส่วนจีนปีนี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนชัดเจนกว่าเดิมมาก ทำให้ตลาดหุ้นจีนน่าสนใจ เพราะมาตรการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจจีนได้เร็ว จากความน่าเชื่อถือที่สูงของทางการจีนในสายตาตลาด
ส่วนคุณสุพงศ์วร เมี้ยนโภคา หัวหน้าฝ่ายจัดการลงทุนต่างประเทศ บลจ.ทิสโก้ มองว่า การลงทุนต่างประเทศที่น่าสนใจในครึ่งปีหลัง คือประเทศญี่ปุ่นและจีน โดยญี่ปุ่นมีความน่าสนใจทั้งตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ (J-REITs) โดยตั้งแต่ต้นปีตลาดหุ้นญี่ปุ่นสร้างผลตอบแทนในระดับต้นๆ ของโลก ภายหลังภาครัฐเข้าซื้อสินทรัพย์ภายในประเทศต่อเนื่อง โดย BoJ มีเป้าหมายเข้าซื้อ ETFs และ J-REITs ด้วยวงเงินรวมต่อปี ราว 3 ล้านล้านเยน และ 9 หมื่นล้านเยน ตามลำดับ
นอกจากนี้ GPIF ยังมีนโยบายเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจาก 12% เป็น 25% ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ดำเนินนโยบายการคลังควบคู่ไปกับการทำคิวอี โดยในไตรมาส 1/2015 ได้อนุมัติเพิ่มงบประมาณ อีกเป็นจำนวนเงิน 3.5 ล้านล้านเยน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นในอีกทางหนึ่งด้วย
นอกจากนี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่น โดยเฉพาะอาคารสำนักงานในโตเกียวมีสัญญาณที่ดีขึ้นชัดเจน โดยค่าเช่าอาคารปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี โดยเพิ่มขึ้นกว่า 5% ในเดือน ธ.ค. 2557 ในขณะที่อัตราว่าง (Vacancy Rate) ลดลงต่อเนื่อง ประกอบกับอัตราเงินปันผลของ J-REITs ที่อยู่ในระดับสูงที่ราว 3% เมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (JGBs) ที่ราว 0.3% ก็ยังถือว่า J-REITs ยังให้ผลตอบแทนเงินปันผลในระดับที่น่าพอใจ
สำหรับตลาดหุ้นจีน คุณสุพงศ์วร คาดว่าความคืบหน้าของการปฏิรูปเศรษฐกิจและนโยบายผ่อนคลายทางการเงินจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนตลาดหุ้นจีนในปีนี้ โดยความคืบหน้าของการปฏิรูปเศรษฐกิจ เช่น การเปิดเสรีทางการเงิน การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรเงินทุนผ่านกลไกตลาด และกระตุ้นการบริโภคของภาคครัวเรือนผ่านมาตรการ เช่น การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ และการลดเงินดาวน์ซื้อที่อยู่อาศัย เพื่อชดเชยการชะลอตัวของภาคการลงทุน จะเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้เศรษฐกิจจีน
โดยตลาดหุ้นจีนปัจจุบันเทรดอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต โดยมีพี/อีเพียง 8 เท่า และมีโอกาสถูก Re-rate ไปซื้อขายในระดับพี/อีที่สูงขึ้น หลังเศรษฐกิจมีพัฒนาการที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ความสำเร็จของโครงการ Shanghai – Hong Kong Stock Connect จะช่วยเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) ของตลาดหุ้นจีนในอีกทางหนึ่งด้วย
ภาพรวมในวันนั้นผู้เข้าร่วมเสวนาทั้งหมดค่อนข้างจะเห็นไปในทางเดียวกันว่า ตลาดหุ้นยังมีโอกาสขึ้นต่อได้ในปีนี้ แต่ความผันผวนของตลาดก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเช่นกันเนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด โดยผู้เข้าร่วมเสวนาทุกท่านยังคงชอบตลาดหุ้นในญี่ปุ่น จีน และยุโรป เป็นหลัก







