
PSLลั่นครึ่งปีหลังค่าระวางเรือฟื้น
พรีเชียส ชิพปิ้ง มั่นใจครึ่งปีหลังค่าระวางเรือดีขึ้น แจงราคาเพิ่มทุน 4 บาท สอดคล้องความต้องการใช้เงิน 2,000 ล้าน
พรีเชียส ชิพปิ้ง มั่นใจครึ่งปีหลังค่าระวางเรือดีขึ้น แจงราคาเพิ่มทุน 4 บาท สอดคล้องความต้องการใช้เงิน 2,000 ล้าน
ผลการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง (PSL) วันที่ 10 เม.ย. 2558 ที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นได้มีมติอนุมัติทุกวาระ ทั้งเพิ่มทุนจดทะเบียน 571.73 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท จัดสรร 519.76 ล้านหุ้น ให้ผู้ถือหุ้นเดิม สัดส่วน 2 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ ราคาหุ้นละ 4 บาท ควบใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ (วอร์แรนต์) ฟรี สัดส่วน 10 เพิ่มทุน ต่อ 1 วอร์แรนต์
ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งได้ถามที่มาการกำหนดราคาขายหุ้นเพิ่มทุน 4 บาท ที่ต่ำกว่าราคาในตลาดที่ซื้อขายเกือบ 20 บาท ฉุดราคาหุ้นร่วงลงมาเหลือ 14 บาท ซึ่งที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัทชี้แจงว่า ราคาขายหุ้นที่ 4 บาท กำหนดจากความต้องการใช้เงินของบริษัทเพียง 2,000 ล้านบาท และเป็นแรงจูงใจให้ผู้ถือหุ้นมีส่วนร่วมในการเพิ่มทุนครั้งนี้
นายคาลิด มอยนูดดิน ฮาชิม กรรมการผู้จัดการ PSL กล่าวว่า บริษัทต้องการเงินเพิ่มทุน เพื่อนำไปชำระหนี้และต่อเรือใหม่ 7 ลำ ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างการขายเรือมือสองจำนวน 21 ลำ แม้ว่าภาวะตลาดหุ้นที่ท้าทายและอุตสาหกรรมเดินเรือไม่เอื้ออำนวยก็ตาม
อย่างไรก็ตาม บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น เมื่อเรือลำใหม่เข้ามาในอีก 12 เดือนข้างหน้า บริษัทมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพราะเรือมีขนาดใหญ่ขึ้น เทคโนโลยีสูงขึ้น และมีการใช้น้ำมันลดลง
กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า เรือลำใหม่มีต้นทุนเดินเรือวันละ 4,000 เหรียญสหรัฐ และจะอยู่ระดับนี้ในช่วง 4-5 ปีแรก ส่วนเรือเก่าอายุ 10-15 ปี ต้นทุนอยู่ที่ 5,000 เหรียญสหรัฐ/วัน รวมเรือทั้งหมดมีต้นทุนเฉลี่ย 4,500-4,600 เหรียญสหรัฐ/วัน ขณะที่คู่แข่งจะมีต้นทุนสูงกว่าบริษัทประมาณ 2,000 เหรียญสหรัฐ ทำให้บริษัทยังมีกำไรจากการเดินเรือ นอกจากนั้นเรือลำใหม่ 7 ลำ มีการทำสัญญาเช่าระยะยาวที่ดี แต่ในอนาคตจะไม่ทำสัญญาระยะยาวอีกแล้ว
“ผมคาดว่าแนวโน้มค่าระวางเรือในครึ่งปีหลังนี้น่าจะดีขึ้น เราไม่เคยคิดว่า ดัชนีค่าระวางเรือจะตกต่ำมากขนาดนี้ เนื่องจากโอเวอร์ซัพพลายประมาณ 8% และตลาดไม่เป็นภาวะปกติ ซึ่งทุกปีหลังเทศกาลตรุษจีนเดือน มี.ค.และ เม.ย. ดัชนีจะฟื้นตัวกลับมาได้ แต่ขณะนี้ยังไม่เห็น ปีนี้จีนคาดการณ์การนำเข้าโต 7.1% แต่ 2 เดือนแรกกลับถดถอยลง 1% การขนส่งแร่เหล็กและถ่านหินน้อยลง ส่วนการนำเข้าอะลูมิเนียมและนิกเกิลก็คงจะชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ”
หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของอินโดนีเซียรายงานว่ารัฐบาลกำลังทบทวนนโยบายห้ามส่งออกนิกเกิล จึงไม่แปลกใจที่เห็นบริษัทเดินเรือมีการรวมกัน เพื่อลดต้นทุนในภาวะตลาดตกต่ำ รวมถึงมีการซื้อขายกิจการกัน
สำหรับเงินเพิ่มทุนจำนวน 2,000 ล้านบาท กำหนดเรียกชำระ 45-60 วันข้างหน้า เพียงพอสำหรับการดำเนินงาน แต่อนาคตยังไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความล่าช้าในการขายเรือ และรับเรือใหม่ ทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (อีบิตดา) สูงขึ้น แต่บริษัทได้หารือกับธนาคารไทยและสิงคโปร์แล้ว ซึ่งมีความสบายใจหลังเห็นบริษัทมีความเข้มงวดในการจัดการและบริหารลูกเรือทั้งหมด ส่วนลูกค้าของบริษัทมีหลายราย ส่วนใหญ่ค้าขายมานาน







