
เฟอร์นิเจอร์ปรับใหญ่
จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้บรรดาผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ต่างต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับกับกำลังซื้อที่เปลี่ยนแปลง การหาตลาดใหม่ รวมถึงขยายไลน์ไปสู่ธุรกิจอื่นเป็นช่องทางใหม่ในการสร้างยอดขายของผู้ประกอบการ
จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้บรรดาผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ต่างต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับกับกำลังซื้อที่เปลี่ยนแปลง การหาตลาดใหม่ รวมถึงขยายไลน์ไปสู่ธุรกิจอื่นเป็นช่องทางใหม่ในการสร้างยอดขายของผู้ประกอบการ
กีรติ เสริมประภาศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส.พี.เอส.กรุ๊ป หรือ ส.ประภาศิลป์ ผู้ผลิตและส่งออกเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ เปิดเผยว่า รัฐบาลต้องร่วมวางกลยุทธ์เพื่อให้ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไทย
สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตครบวงจรและนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ ไม่ใช่เป็นแค่ผู้ผลิตชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์ และจะต้องดูแลค่าเงินไม่ให้แข็งค่าจนเกินไปจนทำให้แข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้ค่อนข้างลำบาก
“ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ก็เหมือนกับสินค้าทางการเกษตรที่รัฐบาลไม่เคยออกมาประกาศว่าจะสนับสนุนอย่างจริงจังและครบวงจร มีแต่ส่งเสริมให้ส่งออกเป็นสินค้า แต่ไม่มีการสนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำ ตั้งแต่เริ่มการปลูก การใส่นวัตกรรมลงไปในสินค้าเพื่อให้ครบวงจรและสามารถแข่งขันได้ในระยะยาวจนเป็นเกษตรอุตสาหกรรมอย่างสมบรูณ์แบบ” กีรติ กล่าว
สำหรับในไตรมาสแรกบริษัทมีการเติบโตด้านยอดขาย 2% ประเมินว่าไตรมาส 2 ปีนี้จะเติบโตได้ 1-2% เนื่องจากในปีนี้ได้ทำตลาดสินค้าแบรนด์โมดาร์อย่างจริงจังจากปีก่อนที่เริ่มทำตลาด โดยขายสินค้าเจาะผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในตลาดประเทศไทยและญี่ปุ่นในรูปแบบ OBM (Original Brand Manufacturer) หรือการเป็นผู้ผลิตที่เน้นสร้างแบรนด์สินค้าแต่ต้องไม่กระทบกับลูกค้าในกลุ่ม OEM (Origianl Equipment Manufacturer) หรือเป็นผู้รับจ้างผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า เช่น อิเกีย และลูกค้า ODM (Original Design Manufacturer) หรือการผลิตและออกแบบเฟอร์นิเจอร์ให้กับลูกค้า เช่น โฮมโปร เป็นต้น
ขณะที่ในปีนี้บริษัทจะมีสัดส่วนการขายรูปแบบ OEM 60% ODM 30% และ OBM 10% มียอดขายรวม 3,000 ล้านบาท เติบโตทั้งปีเฉลี่ย 5% และตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปีนับจากนี้ สัดส่วนรายได้จะมาจาก OEM 50% ODM 25% และ OBM 25% ขณะเดียวกันจะเน้นบุกตลาดประเทศอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะในกัมพูชา ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่ตลาดมีขนาดใหญ่และกำลังซื้อสูง
ทักษะ บุษยโภคะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป ประเมินภาพรวมตลาดเฟอร์นิเจอร์ปีนี้อาจจะเติบโตไม่มาก หรืออาจทรงตัวจากปีก่อนที่ไม่ค่อยดีนัก ตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อในขณะนี้ยังไม่ดีอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้ แต่อย่างไรก็ดีโมเดอร์นฟอร์มยังคงวางเป้าหมายต้องเติบโตปีนี้ไม่น้อยกว่า 15% ด้วยยอดขาย 5,000 ล้านบาท จากยอดขาย 4,300 ล้านบาทในปี 2557
“2 เดือนแรกซึมๆ ยอดใหม่ที่เข้ามาก็ไม่หวือหวา หรือโตต่ำกว่าเป้าเพราะงานโครงการไม่ขยับ ด้านราคาขายบริษัทไม่ได้ปรับขึ้นมา 2 ปีแล้ว จะพยายามบริหารต้นทุนสิ่งไหนลดลงได้ก็ลด เพราะการแข่งขันรุนแรงขึ้น หลังจากค่าแรงปรับขึ้น แต่เราก็พยายามยืนราคานี้ไว้ก่อน” ทักษะ กล่าว
ด้านแผนงานในปีนี้บริษัทตั้งงบ 150 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโชว์รูมบางสาขา ปรับปรุงเครื่องจักร ระบบโลจิสติกส์ การจัดจำหน่าย เพิ่มคลังสินค้า ปรับปรุงศูนย์กระจายสินค้าเพื่อลดต้นทุน จากปัจจุบันที่มีศูนย์กระจายสินค้า 2 แห่ง คือ ที่บางพลีและบางขุนเทียน
ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนยอดขายจากในประเทศ 95% และส่งออก 5% ตลาดต่างประเทศที่ขยายไปแล้ว ได้แก่ ลาว กัมพูชา และเวียดนาม รวมทั้งอยู่ระหว่างเจรจากับตัวแทนจำหน่ายในอินโดนีเซีย ส่วนสิงคโปร์เริ่มมีบ้างแต่ยังไม่เป็นทางการ โดยในอนาคตสัดส่วนยอดขายต่างประเทศคาดว่าจะเพิ่มขึ้น
ด้าน อารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์ เฟอร์นิเทค เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงนามสัญญาเป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูนจากดิสนีย์เพื่อใช้ผลิตและจำหน่ายสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ โดยเริ่มมีสินค้าออกจำหน่ายล็อตแรกเพื่อวางจำหน่ายในร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) เริ่มที่ห้างเทสโก้ โลตัส โดยตั้งเป้าหมาย 10 สาขาภายใน 2 ปี เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงกลุ่มวัยรุ่นและวัยเริ่มต้นทำงาน โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 12% จากปีก่อนมีรายได้ 1,235 ล้านบาท
นอกจากนี้ ได้วางกลยุทธ์กระตุ้นยอดขายโดยออกผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ เพิ่มช่องทางจำหน่ายในประเทศให้มากขึ้น และเจรจากับกลุ่มลูกค้าใหม่ในต่างประเทศ โดยได้จัดตั้งทีมงานเพื่อดูแลตลาดต่างประเทศ พร้อมขยายการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1.5 เมกะวัตต์ ที่เมืองฮิเมจิ ประเทศญี่ปุ่นเบื้องต้น คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าภายในไตรมาส 4 ปีนี้
ทั้งหมดนี้คือการปรับตัวของผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่พยายามหาช่องทางและกลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้วคู่แข่งจะเพิ่มมากขึ้น







