
สยามซิตี้ พร้อมปรับทัพ รับตลาดประกันนักเรียนแข่งดุ
โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ
แม้บริษัท สยามซิตี้ประกันภัย จะเปิดดำเนินการมาได้ 68 ปีแล้ว แต่ด้วยขนาดของธุรกิจก็ยังถือว่าเป็นบริษัทขนาดเล็กอยู่ ด้วยมีเบี้ยประกันไม่ถึงปีละ 1,000 ล้านบาท ถึงแม้จะเป็นบริษัทที่มีสินค้าประกันวินาศภัยขายทุกประเภท แต่ที่ถือเป็นจุดเด่นสุดของสยามซิตี้ หรือเรียกว่าเป็นผู้นำตลาดก็ว่าได้ คงหนีไม่พ้นแบบประกันอุบัติเหตุ หรือพีเอนักเรียน ซึ่งมีฐานลูกค้าตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย
คมสัน ทองตัน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามซิตี้ประกันภัย กล่าวว่า แม้จะมีสินค้าประกันภัยขายทุกประเภท แต่จะทำให้ถนัดทุกเรื่องโดยมีคุณภาพหรือประสิทธิ ภาพที่ดีพอ คงเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก บริษัทจึงต้องเลือกกลุ่มที่ต้องการเจาะจงลงไป และทำให้เกิดความเชี่ยวชาญเกิดความถนัด จึงเกิดโครงการ “โรงเรียนอุ่นใจ” ขึ้นมา โดยมีพีเอนักเรียนขึ้นมารองรับ
“เราเริ่มทำตลาดพีเอนักเรียนมาตั้งแต่ปี 2542 หรือ 16 ปีมาแล้ว ซึ่งมีฐานลูกค้าจำนวนมากและกระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นแบบประกันที่มีความต้องการอยู่ โดยมองว่าตัวโรงเรียนก็มีความเสี่ยงทั้งทางคดีแพ่งและคดีอาญา จึงมีประกันความรับผิดสถานศึกษาขึ้นมารองรับ ขณะที่นักเรียนเองก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ทั้งจากที่โรงเรียนหรือสถานที่อื่นๆ ก็ให้พีเอนักเรียนดูแล การมีประกันไว้จึงช่วยลดความเสี่ยงตรงนี้ได้” คมสัน กล่าว
ปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าที่มีเป็นสถานศึกษาทำพีเอนักเรียนอยู่ 5,475 แห่ง เบี้ยที่ได้เมื่อปี 2557 อยู่ที่ 420 ล้านบาท เฉลี่ยค่าเบี้ยคนละ 100 บาท เมื่อเทียบกับช่วงที่เริ่มต้นโครงการในปี 2542 มีเบี้ยอยู่เพียง 10 ล้านบาทเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการแข่งขันในตลาดประกันนักเรียนเริ่มรุนแรงขึ้น มีหลายบริษัททั้งที่เป็นบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยต่างก็ลงมาเล่นในตลาดนี้ แต่ก็มีหลายบริษัทที่นำเรื่องความคุ้มครองสถานประกอบการมาประยุกต์ใช้กับประกันโรงเรียน ไม่ได้ออกแบบความคุ้มครองโดยตรงเหมือนกับของสยามซิตี้ ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การนำข้อยกเว้นของกรมธรรม์ทั่วไปออก เพื่อจะได้มีต้องมีข้อโต้แย้งระหว่างกัน และให้ความคุ้มครองทั่วโลก
คมสัน กล่าวว่า บริษัทยังคงมีนโยบายที่จะรักษาความเป็นผู้นำของพีเอนักเรียนต่อไป เพราะมีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้และเป็นฐานที่สำคัญ โดยมีแผนกสินไหมพีเอนักเรียนเฉพาะ ตัวแทนที่ขายอยู่ก็ทำตลาดต่อเนื่อง ที่สำคัญบริษัทมีสถิติของแต่ละโรงเรียนไว้เป็นข้อมูลอยู่แล้ว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้กำไรหรือขาดทุนได้ เนื่องจากการเกิดอุบัติเหตุของแต่ละโรงเรียนไม่เหมือนกัน เช่น โรงเรียนในเขตเมืองก็จะแค่หกล้ม แล้วไปโรงพยาบาลเอกชนแพงๆ
ทว่า หากเป็นโรงเรียนในต่างจังหวัดก็จะมีอุบัติเหตุอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ฟ้าผ่า หรือต้องเข้ารักษาตัวก็ที่สถานีอนามัย อัตราความเสียหายต่อเบี้ยประกันแต่ละโรงเรียน แต่ละพื้นที่จึงไม่เท่ากัน ซึ่งบางทีคู่แข่งไม่มีข้อมูลตรงนี้ เข้ามาทำแต่ปีสองปีขาดทุนมากก็ต้องเลิกขายไป แต่ของสยามซิตี้ถ้าเห็นว่าโรงเรียนไหนมีอุบัติเหตุเพิ่มสูงขึ้นตลอด ก็ต้องปรับค่าเบี้ยเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น พวกโรงเรียนกีฬาต่างๆ ดังนั้นการมีสถิติเก็บไว้จึงสำคัญมากในการกำหนดค่าเบี้ยที่เหมาะสม โรงเรียนไหนแข่งขันได้ก็เข้าไปสู้ แต่ถ้าแข่งไม่ได้ก็ไม่ฝืน ต้องปล่อยให้คู่แข่งไป อย่างข้อมูลเมื่อปี 2555 ที่มีการเบิกจ่ายค่ารักษาครบหมดแล้ว ก็มีอัตราความเสียหายต่อเบี้ยประกันอยู่ที่ 59% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำและมีกำไร โดยมีสัดส่วนพีเอนักเรียนในภูมิภาคอยู่ 80% และในกรุงเทพฯ 20% ทำให้มีเบี้ยต่ออายุได้ประมาณ 80%
อย่างไรก็ตาม ในปี 2558 บริษัทตั้งเป้าทำเบี้ยรับรวมให้ได้ 1,100 ล้านบาท เพื่อยกระดับตัวเองให้ขึ้นมาเป็นบริษัทขนาดกลาง โดยคาดว่าจะมีเบี้ยพีเอนักเรียนประมาณ 50% หรือประมาณ 520-530 ล้านบาท โดยจะเริ่มเข้าไปเจาะโรงเรียนในต่างจังหวัดที่ยังเข้าไปไม่ถึงให้มากขึ้น
ขณะที่กลยุทธ์ที่สำคัญหลังจากนี้ จะเพิ่มความคุ้มครองพีเอนักเรียนลงไปในกรมธรรม์เพิ่มเติมอีก 2-3 ตัว เช่น การเพิ่มเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ คล้ายๆ กับแบบประกันพีเอบวกกับประกันสุขภาพ เป็นความคุ้มครองเพิ่มเติมที่จ่ายค่าเบี้ยเพิ่มอีก 5-10 บาท เช่น ถ้าเกิดโรคมือเท้าเปื่อยขึ้น ก็จะได้เงินชดเชย 300-500 บาท เป็นความคุ้มครองเพิ่มเติมแบบสมัครใจ ที่เน้นเบี้ยราคาประหยัด ไม่อยากให้ผู้ปกครองมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากนัก ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ได้ในปี 2559
ส่วนเบี้ยที่เหลือของบริษัทก็มาจากเบี้ยประกันภัยรถยนต์ เบี้ยประกันภัยทรัพย์สิน เบี้ยประกันอัคคีภัย และเบี้ยประกันภัยเบ็ดเตล็ดต่างๆ ขณะที่เงินกองทุนก็มีความมั่นคงค่อนข้างสูงถึง 400% จากที่กฎหมายระบุให้มี 140% จึงมีพอแน่นอนที่ให้ความคุ้มครองได้ตามกรมธรรม์สำหรับลูกค้าทุกราย







