posttoday
ธุรกิจหลักทรัพย์ชนะเศรษฐกิจขาลง ปรับตัวปรับธุรกิจตอบโจทย์ลูกค้า

ธุรกิจหลักทรัพย์ชนะเศรษฐกิจขาลง ปรับตัวปรับธุรกิจตอบโจทย์ลูกค้า

14 เมษายน 2558

โดย...หุ้น-ตลาดทุนโพสต์ทูเดย์

โดย...หุ้น-ตลาดทุนโพสต์ทูเดย์

เผลอแผล็บเดี๋ยวปี 2558 ผ่านมาแล้วเกือบ 4 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ยากเหลือเกินสำหรับการดำเนินธุรกิจต่างๆ เพราะเศรษฐกิจชะลอตัวลงแรงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้  หลังจากช็อกกับตัวเลขส่งออกขยายตัวติดลบ ภาระหนี้ครอบครัวสูงลิ่ว  ราคาสินค้าเกษตรก็ตกต่ำ ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศหดตัวลงแรง แต่ยังโชคดีที่สภาพคล่องในระบบและในโลกนี้สูงอยู่ ผลจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางประเทศสำคัญ ทำให้ธุรกิจหลักทรัพย์ยังพอไปได้ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้  ส่วนแนวโน้มจะเป็นอย่างไร จะต้องฟัง “ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ” นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ให้มุมมอง

“ภัทธีรา” กล่าวว่า ในไตรมาสแรกมูลค่าการซื้อขายหุ้นโดยรวมยังคงสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท/วัน  จึงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไรและคาดว่าบริษัทหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ยังมีกำไร แต่จะต้องจับตาดูตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ซึ่งจะสำคัญมากๆ ว่า ดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงไปแล้ว 0.25% จะช่วยได้แค่ไหน รวมถึงมาตรการของภาครัฐจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อเพียงใด หากดีขึ้นความเชื่อมั่นก็จะกลับมาทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้

“ธุรกิจหลักทรัพย์จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับกำไรของบริษัทจดทะเบียน  หากเศรษฐกิจเติบโตดีขึ้น ทุกอย่างก็จะกลับมาดีด้วยช่วงเดือน เม.ย. มีวันหยุดเยอะไม่สามารถดูมูลค่าการซื้อขายหุ้นในแต่ละวันได้”

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลักทรัพย์โดยรวมไม่น่าเป็นห่วงมากนัก เนื่องจากมีการปรับตัวมานานแล้วและเห็นผลแตกต่างอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ 1-2 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าในภาวะตลาดหุ้นจะไม่ดี  บริษัทหลักทรัพย์จะต้องทำงานหนักบ้าง แต่เชื่อว่าจะสามารถฝ่าฟันสถานการณ์นี้ออกไปได้และมีความสามารถในการสร้างรายได้ได้

ในภาวะเช่นนี้ บริษัทหลักทรัพย์จะต้องให้กลยุทธ์และคำแนะนำการลงทุนที่ดีแก่ลูกค้าเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีและนักลงทุนไม่ต้องรอให้หุ้นดีขึ้นก่อนถึงจะเข้าไปลงทุน ปัจจุบันมีทางเลือกในการลงทุนมากมายนักลงทุนสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ทางอนุพันธ์มาลงทุนได้

ปัจจุบันธุรกิจหลักทรัพย์จะดูเรื่องส่วนแบ่งตลาดหรือมาร์เก็ตแชร์ไม่ได้แล้ว เพราะค่าคอมมิชชั่นรวมไม่ได้สูงนัก บริษัทหลักทรัพย์บางแห่งเทรดพอร์ตของตัวเองและลูกค้านิยมซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เพราะฉะนั้นการมีมาร์เก็ตแชร์สูงไม่ได้มีความหมายอะไรหากพิสูจน์เรื่องความสามารถในการทำกำไรไม่ได้ เพราะลูกค้ายินดีที่จะจ่ายค่าคอมมิชชั่นสูงๆหากบริษัทหลักทรัพย์นั้นสามารถให้บริการที่สร้างผลตอบแทนที่ดีให้ได้

นอกจากนั้นการแข่งขันของธุรกิจหลักทรัพย์ก็สูงไม่ได้ลดลงเลย และในเร็วๆ นี้ จะมีบริษัทหลักทรัพย์ใหม่เพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง ดังนั้นบริษัทหลักทรัพย์จะต้องลงทุนและเพิ่มเครื่องมือในการสนับสนุนการลงทุนแก่ลูกค้า เช่น ในระบบออนไลน์มีโปรแกรมแนะนำกลยุทธ์ในการเลือกซื้อหุ้นหรือช่วยให้คำแนะนำ ไม่ใช่ปล่อยให้นักลงทุนตัดสินใจเองทั้งหมดเหมือนที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน บริษัทจะต้องพัฒนาบุคลากร  มาร์เก็ตติ้งจะต้องให้คำแนะนำการลงทุนเชิงลึกยิ่งขึ้น และให้บริการสินค้าที่มีความหลากหลายให้ทันสถานการณ์ด้วย หากปรับปรุงประสิทธิภาพได้มากก็จะได้ค่าคอมมิชชั่นที่สูงได้

“บริษัทหลักทรัพย์จะต้องมีการลงทุนและพัฒนาต่อไป เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าว่าทำไมถึงจะต้องมาใช้บริการจากบริษัทของเรา ผลตอบแทนที่ดีจะทำให้นักลงทุนยินดีจ่ายค่าคอมมิชชั่นสูงต่อไป”

ส่วนกรณีที่นักลงทุนรายย่อย นักลงทุนในประเทศ ชะลอการลงทุนในช่วงนี้ เชื่อว่านักลงทุนสถาบันทั้งไทยและต่างประเทศจะเข้ามาลงทุน ทดแทนนักลงทุนบุคคลในประเทศได้และคาดว่าสถาบันยังคงเข้ามาต่อเนื่อง เห็นได้จากยอดการซื้อสุทธิในเดือน มี.ค.และเม.ย. เพราะนักลงทุนกลุ่มนี้มีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ในการลงทุนระยะยาว  และขณะนี้สถาบันต่างประเทศอยู่ที่จุดต่ำสุด เพราะ
ไม่ได้ลงทุนในหุ้นไทยมากนักและเม็ดเงินต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้ เห็นได้จากตลาดหุ้นฮ่องกงและอินเดียที่เพิ่มขึ้นมาก

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่สูงมากเหมือนแต่ก่อน หลังจากดัชนีอ่อนตัวลงเพื่อปรับฐานให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เชื่อว่าเมื่อมีเม็ดเงินไหลมาภูมิภาคนี้ จะเข้ามาลงทุนในบ้านเราบ้าง โดยเฉพาะเมื่อดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกายังไม่ปรับขึ้นทำให้ตลาดหรือนักลงทุนซึมซับข่าวเรื่องดอกเบี้ยไปได้ ส่วนการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในประเทศ เรื่องดอกเบี้ยไม่ได้เป็นปัจจัยหลักสำหรับการตัดสินใจลงทุนของลูกค้า นักลงทุนกังวลเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า เพราะจะมีผลต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน ส่วนภาคส่งออกที่ขยายตัวติดลบในไตรมาสแรก ก็จะต้องรอให้เศรษฐกิจดีขึ้นก่อน

“ภัทธีรา” เชื่อว่าธุรกิจหลักทรัพย์ยังสามารถเติบโตได้ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัวลงก็ตาม

ด้าน วิศิษฐ์ องค์พิพัฒน์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ กล่าวว่า  ทรีนีตี้ มีการปรับตัวมานานแล้ว ปัจจุบันมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขายหลักทรัพย์เพียง 50% รายได้อื่นๆ มาจากธุรกิจวาณิชธนกิจ (ไอบี)  รายได้จากดอกเบี้ยและรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่นคั่งให้แก่ลูกค้า  ซึ่งปัจจุบันบริหารเม็ดเงินประมาณ 3,000ล้านบาท ส่วนธุรกิจไอบีก็มีลูกค้าที่เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) คาดว่าจะเข้าตลาดหุ้นในปีนี้จำนวน 3-4 บริษัท รวมถึงการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินอื่นๆสามารถรองรับการสร้างรายได้ไปอีก 2-3 ปี

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI