
The Ultimate Investment Solutions
โดย...เจษฎา สุขทิศ
โดย...เจษฎา สุขทิศ
ในระยะหลังเห็นนักลงทุนไทยเริ่มใส่ใจกับการ “จัดพอร์ต” มากขึ้น จากเดิมที่เน้นเลือกลงทุนเป็นกองทุนรายกอง หุ้นรายตัว มาเป็นการจัดพอร์ตการลงทุนให้ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละคน ในฝั่งของสถาบันการเงินก็เช่นกัน มีบริการการให้คำปรึกษาด้านการลงทุนที่เป็นระบบมากขึ้นโดยการนำวิธีการ Asset Allocation ไปนำเสนอและ “ลงมือทำจริง” กับพอร์ตของนักลงทุนอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่ดีและสำคัญมากในวงการลงทุนบ้านเรา
การศึกษาทางวิชาการในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมาก็เป็นตัวยืน ยันที่ชัดเจนว่าผลตอบแทนกว่า 90% ของการลงทุนมาจากการจัดสรรสินทรัพย์เพื่อการลงทุน (Asset Allocation) และน้อยกว่า 10% ของผลตอบแทนที่มาจากการเลือกลงทุนรายหลักทรัพย์ (Securities Selection)
บทความฉบับนี้ผมตั้งชื่อว่า “The Ultimate Investment Solutions” ซึ่งเป็นแนวทางการจัดพอร์ตแบบมือโปรที่เน้นการสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้มาก ขึ้นจากแนวทางการจัดพอร์ตแบบดั้งเดิม รวมถึงมีการควบคุมความเสี่ยงที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม
Advanced Asset Allocation
การจัดสรรสินทรัพย์เพื่อการลงทุนแบบดั้งเดิม โดยมากจะเป็นการนำสินทรัพย์ชนิดต่างๆ มาประกอบกันเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยง โดยจัดเป็นแผนการลงทุน ตามระดับความเสี่ยง โดยแต่ละแบบจะมีการระบุอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง ความเสี่ยงในการลงทุนที่มักจะใช้ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็นตัวชี้วัด และกำหนดความเป็นไปได้ของผลตอบแทน การจัดพอร์ตตามวิธีนี้เป็นแนวทางที่นำเสนอกันโดยทั่วไปโดยหลายๆ สถาบันการเงินบ้านเราในปัจจุบัน
สำหรับแนวทางการจัดพอร์ตแบบ “The Ultimate Investment Solutions” เป็นการจัดพอร์ตที่เพิ่ม “เป้าหมายการลงทุน” ที่ชัดเจนมากขึ้น รวมไปถึงการกำหนดระดับความเสี่ยงที่ชัดเจนกว่าการใช้ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียว และมีเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากแนวทาง Asset Allocation แบบดั้งเดิม โดยผมของแบ่งออกเป็น 3 แผนการลงทุน ดังนี้
แผน Enhanced Capital Preservation
เป็นการจัดพอร์ตแบบมุ่งเน้นรักษาเงินลงทุนเป็น
เป้าหมายหลัก แต่ก็ยังคงเน้นการแสวงหาผลตอบแทนในระดับสูงควบคู่ไปด้วย โดยระบุให้ชัดเจนว่ามีระยะเวลาการลงทุนกี่ปี และจัดสัดส่วนการลงทุนในส่วนตราสารหนี้ เพื่อให้สร้างรายได้เพียงพอที่จะรักษาเงินลงทุนในกรณีที่ส่วนสินทรัพย์ เสี่ยงสูงปรับตัวลงมากๆ เช่น หากมีเวลาการลงทุน 3 ปี และลงทุนตราสารหนี้ได้ปีละประมาณ 3% คำนวณจากสถิติในอดีตจะพบว่าส่วนสินทรัพย์เสี่ยงสูงมีโอกาสที่จะขาดทุนได้มากที่สุด 33% จากเวลาการถือครอง 3 ปี สัดส่วนการลงทุนจะอยู่ที่ตราสารหนี้ 80% และตราสารทุน 20% และความเป็นไปได้ของผลตอบแทนที่ 0 -21% ในเวลาการลงทุน 3 ปีและมีผลตอบแทนในกรณีฐานที่ประมาณ 5.5% ต่อปีซึ่งสูงกว่าแนวทางการจัดพอร์ตแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ยังคงสามารถรักษาเงินลงทุนของนักลงทุนได้ดีควบคู่กันไปด้วย
แบบ Enhanced Moderate Allocation
เป็นการจัดพอร์ตแบบเสี่ยงปานกลางโดยกำหนดความเสี่ยงหรือความผันผวนของพอร์ตประมาณ 2 ใน 3 ของตลาดหุ้น และมีโอกาสขาดทุนสูงสุดประมาณไม่เกิน 10-15% ของเงินลงทุนสำหรับเวลาการถือครอง 3 ปี โดยมีช่วงความเป็นไปได้ของผลตอบแทนประมาณ -15% ถึง 50% สำหรับเวลาการลงทุน 3 ปี และมีเป้าหมายผลตอบแทนกรณีฐานประมาณ 10% ต่อปีซึ่งใกล้เคียงกับผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นโลก การจัดพอร์ตแบบ Enhanced Moderate Allocation จะมีการใช้กลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนแบบ Enhanced Core Satellite Approach
ทั้งนี้ประโยชน์ที่จะได้รับจากแนวทางนี้คือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่เกิดจากการกระจายการลงทุน และกุญแจสำคัญที่จะทำให้ได้รับผลตอบแทนสูงกว่าตลาดหาใช่การทำผลตอบแทนสูงๆ ในตลาดขาขึ้น แต่กลับเป็นการมุ่งเน้นรักษาเงินลงทุนในยามตลาดผันผวน
แบบ Ultimate Return Target
เป็นการจัดพอร์ตแบบเน้นลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงปานกลาง-สูง ได้แก่ตลาดหุ้นทั่วโลก โภคภัณฑ์ รวมไปถึงตราสารทางเลือกต่างๆ เช่น REITs หรือ High Yield Bond โดยใช้กลยุทธ์การจัดพอร์ตที่เน้นสัดส่วน Satellite Trading ในระดับที่สูง มีการทำ Rebalancing อย่างต่อเนื่องในส่วนของพอร์ตการลงทุนหลัก หาประโยชน์สูงสุดจากการกระจายการลงทุนเพื่อลดความผันผวนของพอร์ตในเวลาที่ ตลาดหุ้นปรับลดลงรุนแรง โดยกลยุทธ์นี้จะมีความเสี่ยงหรือความผันผวนของพอร์ต ใกล้เคียงตลาดหุ้น มีโอกาสขาดทุนสูงสุดประมาณไม่เกิน 20-30% ของเงินลงทุนสำหรับเวลาการถือครอง 3 ปี ขณะที่มีการตั้งเป้าหมายผลตอบแทนในระดับสูงที่ประมาณ 15-20 % ต่อปีในระยะยาว
หากท่านใดมีข้อซักถามเพิ่มเติมสามารถไปซักถามกันต่อได้ที่ fundmanagertalk.com ขอบคุณครับ







